บทที่ 1งานเลี้ยงด้วยถ้อยคำ
เรื่องเริ่มต้นในเอเธนส์ ในวันหนึ่งของเทศกาล โสเครตีสมาถึงที่นัดหมายแล้วนับแขก "หนึ่ง สอง สาม แล้วคนที่สี่ของเมื่อวานไปไหนเสียล่ะ" ทิเมอัสตอบว่าเพื่อนคนนั้นป่วย (ทิเมอัส 17a)
เมื่อวานนี้ โสเครตีสเป็นเจ้าภาพ เขาเล่าให้แขกฟังว่ารัฐในอุดมคติควรจัดระเบียบอย่างไร มีชนชั้นนักรบที่ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว มีการศึกษาที่ฝึกทั้งกายและใจ วันนี้ถึงคราวแขกต้องตอบแทน ด้วยสิ่งที่เพลโตเรียกว่า "งานเลี้ยงด้วยถ้อยคำ" (20c)
แขกที่มาในวันนั้นมี 3 คน ทิเมอัส จากเมืองโลครีในอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาราศาสตร์และธรรมชาติของจักรวาล เฮอร์โมเครตีส นักการทหารจากซีราคิวส์ และ คริเทียส ชาวเอเธนส์ผู้มาจากตระกูลเก่าแก่
โสเครตีสบอกความในใจว่า เหมือนคนที่เห็นสัตว์งาม ๆ ยืนนิ่งอยู่ แล้วอยากเห็นมันวิ่ง อยากเห็นมันแสดงพละกำลัง เขาอยากเห็นรัฐที่ตัวเองวาดไว้ "ออกไปต่อสู้กับรัฐอื่น" ว่าจะทำตัวอย่างไรในยามสงคราม (19b–c)
เฮอร์โมเครตีสเล่าว่า เมื่อคืนตอนเดินกลับที่พัก คริเทียสเล่าเรื่องโบราณเรื่องหนึ่งให้ฟัง น่าจะตรงกับสิ่งที่โสเครตีสอยากเห็นพอดี คริเทียสจึงเริ่มว่า
"ฟังเถิด โสเครตีส เรื่องนี้แม้จะแปลกประหลาดนัก แต่เป็นความจริงทุกประการ ดังที่โซลอน ผู้ปราดเปรื่องที่สุดในเจ็ดปราชญ์ ได้เคยกล่าวไว้"
ทิเมอัส 20d–e
บทที่ 2ชายชราวัยเก้าสิบ
คริเทียสได้ยินเรื่องนี้ตอนเป็นเด็กราวสิบขวบ ในวันที่เรียกว่า "คูเรโอติส" ของเทศกาลอาปาทูเรีย ซึ่งเป็นวันที่เด็ก ๆ ในเผ่าต้องขึ้นประกวดท่องบทกวี เด็กหลายคนเลือกท่องบทกวีของโซลอน เพราะยังใหม่อยู่ในสมัยนั้น (21a–b)
ชายคนหนึ่งในเผ่าชื่ออามีนันเดอร์เอ่ยขึ้นว่า โซลอนไม่ได้เป็นแค่คนฉลาดที่สุดในเรื่องอื่น แต่ยังเป็นกวีที่ยอดเยี่ยมที่สุดด้วย ปู่ของคริเทียสซึ่งตอนนั้นอายุเกือบเก้าสิบ ได้ยินแล้วยิ้มชอบใจ แล้วว่าน่าเสียดายที่โซลอนแต่งกวีเป็นงานอดิเรก และไม่เคยแต่งเรื่องที่นำกลับมาจากอียิปต์ให้จบ เพราะกลับมาเจอความวุ่นวายทางการเมืองในเอเธนส์เสียก่อน ถ้าแต่งจบ "ทั้งเฮเซียด ทั้งโฮเมอร์ ก็ไม่มีวันดังไปกว่าเขา" (21c–d)
ทุกคนถามว่าเรื่องอะไร ชายชราตอบว่าเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เอเธนส์เคยทำ แต่ไม่มีใครจำได้แล้ว เพราะกาลเวลาผ่านไปนานเกินไป และคนที่ทำวีรกรรมนั้นก็ถูกทำลายไปหมดสิ้น
เส้นทางของเรื่องนี้จึงเป็นแบบนี้ นักบวชอียิปต์เล่าให้โซลอนฟัง โซลอนเล่าให้ดรอพิดีส ญาติสนิทของเขาซึ่งเป็นทวดของคริเทียสฟัง ดรอพิดีสเล่าให้ลูกชายคือปู่ของคริเทียสฟัง แล้วปู่ก็เล่าให้คริเทียสฟังในวันเทศกาลนั้น (20e–21a) ในเล่ม คริเทียส เขายังบอกด้วยว่าต้นฉบับที่โซลอนจดไว้ตกทอดมาอยู่ในมือเขา และเขาท่องจำมาตั้งแต่เด็ก (คริเทียส 113b)
บทที่ 3นักบวชแห่งไซส์
ที่ปากแม่น้ำไนล์ ตรงที่สายน้ำแยกเป็นสองแฉก มีเขตหนึ่งชื่อไซส์ เมืองหลักของเขตนี้เป็นบ้านเกิดของฟาโรห์อามาซิส ชาวไซส์นับถือเทพีนีธ ซึ่งพวกเขาบอกว่าตรงกับเทพีอาธีนาของกรีก และถือว่าตัวเองเป็นญาติกับชาวเอเธนส์ (ทิเมอัส 21e)
โซลอนเดินทางมาถึงที่นี่ และได้รับการต้อนรับอย่างดี วันหนึ่งเขาอยากให้นักบวชเล่าเรื่องโบราณ จึงเปิดเรื่องด้วยตำนานที่เก่าที่สุดของกรีกก่อน เรื่องโฟโรนิอุส มนุษย์คนแรก เรื่องนีโอบี และเรื่องดิวคาเลียนกับไพร์ราที่รอดจากน้ำท่วมใหญ่ แล้วลองนับรุ่นลูกหลานเพื่อคำนวณว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อกี่ปีก่อน (22a–b)
นักบวชชราคนหนึ่งฟังจบแล้วพูดว่า
"โซลอนเอ๋ย โซลอน พวกกรีกอย่างท่านเป็นเด็กอยู่ร่ำไป ไม่มีชาวกรีกคนไหนแก่เลยสักคน"
ทิเมอัส 22b
โซลอนถามว่าหมายความว่าอะไร นักบวชอธิบายว่า มนุษย์ถูกทำลายมาแล้วหลายครั้งด้วยไฟและน้ำ ตำนานกรีกเรื่องฟาเอธอน ลูกเทพสุริยะที่ขับรถม้าของพ่อจนเผาโลก ความจริงเบื้องหลังคือการเคลื่อนของดวงดาวที่ทำให้เกิดไฟผลาญโลกเป็นระยะ ๆ ส่วนเวลาที่เทพล้างโลกด้วยน้ำ คนในเมืองริมทะเลจะถูกกวาดลงทะเล เหลือแต่คนเลี้ยงสัตว์บนภูเขา (22c–e)
อียิปต์รอดจากภัยทั้งสองแบบเพราะแม่น้ำไนล์ ทุกเหตุการณ์ใหญ่ที่รู้มาจึงถูกจดไว้ในวิหารมาตั้งแต่โบราณ แต่ในกรีก ทุกครั้งที่ภัยใหญ่มาถึง ผู้รอดชีวิตล้วนเป็นคนไม่รู้หนังสือ "พวกท่านจึงกลับเป็นเด็กใหม่ทุกครั้ง" ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนเลย (23a–b)
แล้วนักบวชก็บอกสิ่งที่ทำให้โซลอนตะลึง บันทึกในวิหารระบุว่าอารยธรรมอียิปต์มีอายุ 8,000 ปี แต่เอเธนส์นั้นเก่ากว่าอีกพันปี เทพีองค์เดียวกันสร้างเอเธนส์ขึ้นก่อน และเมื่อ 9,000 ปีก่อนยุคของโซลอน เอเธนส์เคยเป็นเมืองที่กล้าหาญและมีระเบียบที่สุดในโลก (23c–e)
บทที่ 4เอเธนส์ที่ถูกลืม
ในเล่ม คริเทียส เพลโตวาดภาพเอเธนส์ยุคนั้นไว้ละเอียด แผ่นดินแอตติกาในสมัยนั้นอุดมสมบูรณ์กว่าทุกแห่ง ภูเขามีป่าไม้หนาทึบ ฝนที่ตกลงมาไม่ไหลทิ้งลงทะเล แต่ซึมลงไปในดินลึก แล้วผุดออกมาเป็นน้ำพุและลำธารทั่วแผ่นดิน (คริเทียส 111c–d)
แต่ตลอด 9,000 ปีที่ผ่านมา ดินถูกน้ำท่วมและแผ่นดินไหวชะล้างลงทะเลลึกไปเรื่อย ๆ เพลโตเปรียบว่าแผ่นดินที่เหลืออยู่ในยุคของเขา "เหมือนโครงกระดูกของคนป่วย" ไขมันและดินอ่อนนุ่มหายไปหมด เหลือแต่โครง เขายังยกหลักฐานว่าภูเขาบางลูกที่ตอนนี้มีแต่ดอกไม้ให้ผึ้ง เมื่อไม่นานมานี้ยังมีต้นไม้ใหญ่ และคานไม้ที่ตัดจากที่นั่นยังใช้มุงหลังคาอาคารใหญ่อยู่ (111b–c)
ในเมือง ชนชั้นนักรบอาศัยอยู่รวมกันบนยอดอะโครโพลิส รอบวิหารของเทพีอาธีนาและเทพเฮไฟสตัส ไม่มีใครมีทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ใช้ทองหรือเงินเลย สร้างบ้านเรียบง่ายแล้วส่งต่อให้ลูกหลานโดยไม่ต่อเติม และรักษาจำนวนนักรบทั้งชายและหญิงไว้ที่ราว 20,000 คน เสมอ (112b–d)
นี่คือเมืองที่คริเทียสจะนำมาตอบคำขอของโสเครตีส ส่วนคู่ต่อสู้ของเมืองนี้คือ
บทที่ 5เกาะนอกเสาของเฮราคลีส
นักบวชเล่าว่า ในสมัยนั้นมหาสมุทรยังแล่นเรือผ่านได้ หน้าช่องแคบที่ชาวกรีกเรียกว่า "เสาของเฮราคลีส" (ช่องแคบยิบรอลตาร์ในปัจจุบัน) มีเกาะใหญ่เกาะหนึ่ง ใหญ่กว่าลิเบียกับเอเชียรวมกัน ในภาษาของยุคนั้น ลิเบียหมายถึงแอฟริกาเหนือ ส่วนเอเชียหมายถึงดินแดนตะวันออกที่ชาวกรีกรู้จัก (ทิเมอัส 24e)
จากเกาะนี้ นักเดินทางข้ามไปยังเกาะอื่น ๆ ได้ และจากเกาะเหล่านั้นก็ข้ามไปถึง "ทวีปที่อยู่ฝั่งตรงข้าม" ซึ่งล้อมรอบมหาสมุทรที่แท้จริง นักบวชบอกว่าทะเลที่ชาวกรีกรู้จักนั้น "เป็นเพียงอ่าวที่มีปากทางแคบ ๆ" เท่านั้น (25a)
บนเกาะนี้มีสหพันธ์ของกษัตริย์ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ ปกครองทั้งเกาะ เกาะอื่นอีกมาก และบางส่วนของทวีป ส่วนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พวกเขาครอบครองลิเบียไปจนถึงอียิปต์ และยุโรปไปจนถึงทัสคานีในอิตาลี (25a–b) เกาะนั้นชื่อว่า แอตแลนติส
บทที่ 6โพไซดอนกับไคลโต
ในยุคที่เทพทั้งหลายจับสลากแบ่งแผ่นดินโลก เทพโพไซดอน เจ้าแห่งทะเล ได้เกาะแอตแลนติส (คริเทียส 113c)
บนเกาะมีที่ราบกว้างใหญ่ริมทะเล ว่ากันว่างดงามและอุดมที่สุดในบรรดาที่ราบทั้งหลาย ห่างจากที่ราบราว 50 สตาเดีย (ประมาณ 9 กิโลเมตร) มีเนินเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง ที่นั่นมีชายคนหนึ่งชื่อเอวีนอร์ ซึ่งกำเนิดจากผืนดิน อาศัยอยู่กับภรรยาชื่อลูคิปเป ทั้งสองมีลูกสาวคนเดียวชื่อ ไคลโต
เมื่อไคลโตถึงวัยแต่งงาน พ่อแม่ของนางก็เสียชีวิต โพไซดอนหลงรักนางและรับนางเป็นภรรยา แล้วทำให้เนินที่นางอาศัยไม่มีใครเข้าถึงได้ ด้วยการขุดวงแหวนรอบเนิน เป็นวงแหวนแผ่นดิน 2 ชั้นสลับกับวงแหวนน้ำทะเล 3 ชั้น ห่างเท่ากันทุกด้าน ในยุคนั้นยังไม่มีเรือ ไม่มีใครข้ามไปได้ โพไซดอนยังเสกน้ำพุขึ้นมาจากใต้ดิน 2 สาย สายหนึ่งร้อน อีกสายหนึ่งเย็น และทำให้ผืนดินบนเกาะกลางมีอาหารทุกชนิดอุดมสมบูรณ์ (113d–e)
โพไซดอนกับไคลโตมีโอรสเป็นฝาแฝด 5 คู่ รวม 10 องค์ โพไซดอนแบ่งเกาะเป็น 10 ส่วน ให้แฝดคนพี่ของคู่แรกได้ส่วนที่ใหญ่และดีที่สุดคือบ้านของมารดา และตั้งให้เป็นกษัตริย์เหนือพี่น้องทั้งหมด ชื่อของเขาคือ แอตลาส เกาะและมหาสมุทรทั้งผืนจึงได้ชื่อตามเขา คือแอตแลนติสและแอตแลนติก (114a)
แฝดคนน้องของแอตลาสได้ปลายเกาะด้านที่ใกล้เสาของเฮราคลีส ภาษากรีกเรียกว่ายูเมลัส ภาษาท้องถิ่นเรียกว่ากาเดรัส ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อดินแดนกาเดรา (เมืองกาดิซในสเปนปัจจุบัน) คู่ที่เหลือมีชื่อว่า แอมฟีริสกับอีแวมอน มนีเซียสกับออโตคธอน เอลาซิปปัสกับเมสตอร์ และอาซาเอสกับไดอะพรีพีส (114b–c)
บทที่ 7เกาะที่ไม่ขาดสิ่งใด
ลูกหลานของแอตลาสสืบราชบัลลังก์ต่อกันจากพี่คนโตสู่ลูกคนโตมาหลายชั่วคน สะสมความมั่งคั่งจน "ไม่เคยมีราชวงศ์ใดมีมาก่อน และจะไม่มีราชวงศ์ใดมีได้ง่าย ๆ อีก" สินค้าจากต่างแดนไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ส่วนเกาะเองก็ผลิตทุกอย่างที่ต้องใช้ในชีวิต (114d)
ในเหมืองมีทั้งโลหะแข็งและโลหะที่หลอมได้ และมีโลหะชนิดหนึ่งที่ในยุคของเพลโตเหลือแค่ชื่อ คือ โอริคัลคัม มีเหมืองอยู่หลายแห่งบนเกาะ ถือเป็นโลหะที่มีค่าที่สุดรองจากทองคำ ป่าบนเกาะให้ไม้สำหรับงานช่างทุกชนิด (114e)
เกาะนี้มีสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า รวมถึงช้างจำนวนมาก เพราะมีอาหารเพียงพอแม้สำหรับสัตว์ที่ตัวใหญ่และกินจุที่สุด มีเครื่องหอมจากรากไม้ สมุนไพร ยางไม้ ดอกไม้ และผลไม้ทุกชนิด มีทั้งพืชผลที่เป็นอาหารหลัก ผลไม้สดที่เก็บไว้ได้ยาก และผลไม้ที่กินหลังอาหารเพื่อช่วยย่อย "เกาะศักดิ์สิทธิ์นั้น ยามที่ยังตั้งอยู่ใต้ดวงอาทิตย์ ผลิตทุกสิ่งอย่างงดงามและไม่มีวันหมด" (114e–115b)
บทที่ 8นครวงแหวน
กษัตริย์แอตแลนติสนำความมั่งคั่งทั้งหมดมาสร้างเมืองหลวงบนวงแหวนที่โพไซดอนขุดไว้ พวกเขาสร้างสะพานข้ามวงแหวนน้ำทุกชั้นให้ถึงพระราชวัง และกษัตริย์แต่ละรุ่นต่างพยายามตกแต่งพระราชวังให้เหนือกว่ารุ่นก่อน จน "งดงามน่าตื่นตาทั้งด้วยขนาดและฝีมือ" (115c–d)
จากทะเล พวกเขาขุดคลองยาว 50 สตาเดีย (ราว 9 กิโลเมตร) กว้าง 3 เพลธรา (ราว 90 เมตร) ลึก 100 ฟุต เข้าไปถึงวงแหวนน้ำชั้นนอกสุด ให้เรือที่ใหญ่ที่สุดแล่นเข้าได้เหมือนเข้าท่าเรือ แล้วเจาะอุโมงค์ลอดวงแหวนแผ่นดินทุกชั้น กว้างพอให้เรือไทรรีม (เรือรบสามชั้นพาย) ผ่านได้ทีละลำ หลังคาอุโมงค์ปิดทับ เรือจึงแล่นอยู่ใต้ดิน (115d–e)
วงแหวนน้ำชั้นนอกสุดกว้าง 3 สตาเดีย วงแหวนแผ่นดินถัดมากว้างเท่ากัน วงแหวนคู่ที่สองกว้างคู่ละ 2 สตาเดีย วงน้ำที่ล้อมเกาะกลางกว้าง 1 สตาเดีย ส่วนเกาะกลางซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 สตาเดีย (ราว 900 เมตร) (115e–116a)
หินที่ใช้สร้างเมืองขุดมาจากใต้เกาะกลางและใต้วงแหวน มี 3 สี คือ ขาว ดำ และแดง บางอาคารใช้หินสีเดียว บางอาคารเรียงหินหลายสีเป็นลวดลาย ตอนขุดหินก็เว้นโพรงไว้เป็นอู่เรือใต้หินในตัว กำแพงรอบวงแหวนชั้นนอกสุดบุด้วยทองเหลือง ชั้นในบุด้วยดีบุก ส่วนกำแพงรอบอะโครโพลิสบุด้วยโอริคัลคัม "ซึ่งระยิบระยับดั่งเปลวไฟ" (116a–c)
ใจกลางอะโครโพลิสคือวิหารของไคลโตและโพไซดอน ล้อมด้วยกำแพงทองคำ เป็นที่ที่ราชวงศ์ทั้ง 10 สายถือกำเนิด ทุกปีทั้ง 10 แคว้นต้องนำผลผลิตตามฤดูกาลมาบูชาที่นี่ (116c)
วิหารของโพไซดอนยาว 1 สตาเดีย กว้าง 3 เพลธรา ภายนอกบุเงินทั้งหมด ยอดวิหารบุทอง เพดานเป็นงาช้างประดับทอง เงิน และโอริคัลคัม ผนัง เสา และพื้นบุโอริคัลคัมทั้งหมด ภายในมีรูปปั้นทองคำของโพไซดอนยืนบนรถม้าเทียมม้ามีปีก 6 ตัว สูงจนศีรษะแตะหลังคา รอบตัวมีรูปนางเนเรียดขี่ปลาโลมา 100 องค์ ภายนอกวิหารมีรูปปั้นทองคำของเจ้าชายและพระชายาทุกองค์ที่สืบเชื้อสายจากกษัตริย์ทั้ง 10 เพลโตเขียนไว้ด้วยว่าวิหารนี้ "มีบางอย่างที่ดูเป็นแบบคนป่าเถื่อน" (116d–e)
น้ำพุร้อนและน้ำพุเย็นถูกล้อมด้วยอาคารและสวน มีบ่อน้ำทั้งกลางแจ้งและในร่มสำหรับอาบน้ำอุ่นในหน้าหนาว แยกเป็นของกษัตริย์ ของประชาชน ของผู้หญิง และของม้ากับสัตว์บรรทุก น้ำที่ไหลออกไปหล่อเลี้ยงสวนศักดิ์สิทธิ์ของโพไซดอน ซึ่งมีต้นไม้สูงใหญ่งดงาม บนวงแหวนแผ่นดินมีวิหาร สวน และลานฝึกกีฬา บนวงแหวนใหญ่มีสนามแข่งม้ากว้าง 1 สตาเดีย วิ่งรอบวงแหวนได้ทั้งวง มีค่ายทหารรักษาการณ์ ทหารที่ไว้ใจได้ที่สุดพักอยู่ในอะโครโพลิสใกล้ตัวกษัตริย์ และอู่เรือเต็มไปด้วยเรือไทรรีมพร้อมอุปกรณ์ครบ (117a–d)
ถัดออกไปจากท่าเรือทั้งสาม มีกำแพงใหญ่วงหนึ่งอยู่ห่างออกไป 50 สตาเดีย มีบ้านเรือนเรียงติดกันตลอดแนว ส่วนคลองและท่าเรือใหญ่ก็แน่นไปด้วยเรือและพ่อค้าจากทุกทิศ เสียงดังจอแจ "ไม่หยุดทั้งกลางวันและกลางคืน" (117e)
บทที่ 9ที่ราบใหญ่และกองทัพ
ทั้งเกาะตั้งชันขึ้นจากทะเล แต่รอบเมืองหลวงเป็นที่ราบเรียบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 3,000 สตาเดีย กว้าง 2,000 สตาเดีย (ราว 550 × 370 กิโลเมตร) หันไปทางทิศใต้ ภูเขาล้อมรอบกันลมเหนือ บนภูเขามีหมู่บ้าน แม่น้ำ ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า และป่าไม้ (118a–b)
กษัตริย์หลายรุ่นขุดคูรอบที่ราบ ลึก 1 เพลธรัม กว้าง 1 สตาเดีย ยาวรวม 10,000 สตาเดีย เพลโตเองยังเขียนว่า "ดูไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะขุดได้ใหญ่ขนาดนี้ แต่เราต้องเล่าตามที่ได้ยินมา" คูนี้รับน้ำจากภูเขามาวนรอบที่ราบแล้วไหลลงทะเล ข้างในมีคลองตรงกว้าง 100 ฟุต ตัดผ่านที่ราบทุก ๆ 100 สตาเดีย ใช้ล่องไม้จากภูเขาและขนผลผลิตเข้าเมือง ชาวแอตแลนติสเก็บเกี่ยวได้ปีละ 2 ครั้ง หน้าหนาวใช้น้ำฝน หน้าร้อนใช้น้ำจากคลอง (118c–e)
ที่ราบแบ่งเป็นแปลง แปลงละ 10 × 10 สตาเดีย รวม 60,000 แปลง แต่ละแปลงต้องส่งผู้นำ 1 คน และส่งทหารตามโควตา จนรวมเป็นกองทัพของเมืองหลวงเมืองเดียวที่มีรถศึก 10,000 คัน พร้อมพลธนู พลหนังสติ๊ก พลหอก ทหารราบหนัก และฝีพายสำหรับเรือรบ 1,200 ลำ อีก 9 แคว้นยังมีกองทัพของตัวเองต่างหาก (118e–119b)
บทที่ 10คืนแห่งการพิพากษา
กษัตริย์ทั้ง 10 ต่างมีอำนาจเด็ดขาดในแคว้นของตน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันต้องเป็นไปตามกฎของโพไซดอน ซึ่งกษัตริย์รุ่นแรกจารึกไว้บนเสาโอริคัลคัมในวิหารกลางเกาะ (119c)
ทุก 5 ปีและ 6 ปีสลับกัน "เพื่อให้เกียรติทั้งเลขคู่และเลขคี่" กษัตริย์ทั้ง 10 จะมาประชุมกันที่นี่ ปรึกษาราชการ และไต่สวนว่ามีใครทำผิดกฎหรือไม่ ก่อนพิพากษาจะมีพิธี ในเขตวิหารมีวัวปล่อยอยู่ กษัตริย์ทั้ง 10 เข้าไปกันตามลำพัง ภาวนาขอเหยื่อที่ถูกใจเทพ แล้วไล่จับวัวด้วยไม้และบ่วง ห้ามใช้อาวุธเหล็ก วัวตัวที่จับได้จะถูกนำมาเชือดบนยอดเสา ให้เลือดไหลรดตัวจารึก ซึ่งนอกจากกฎหมายแล้ว ยังมีคำสาปแช่งผู้ละเมิดสลักไว้ด้วย (119d–e)
จากนั้นพวกเขาผสมเลือดลงในชามเหล้าองุ่น ตักด้วยกระบวยทอง เทบูชาไฟ แล้วสาบานว่าจะพิพากษาตามกฎบนเสา จะไม่ละเมิดกฎ และจะไม่ปกครองหรือยอมทำตามคำสั่งใดที่ขัดกับกฎของบิดา เมื่อดื่มแล้วก็ถวายถ้วยไว้ในวิหาร (120a–b)
เมื่อค่ำลงและไฟบูชามอดแล้ว กษัตริย์ทุกองค์สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่งดงามที่สุด นั่งลงกับพื้นข้างเถ้าของเครื่องบูชาตลอดคืน ดับไฟทุกดวงรอบวิหาร แล้วพิพากษากันในความมืด หากใครถูกกล่าวหาว่าทำผิด พอรุ่งเช้าจึงจารึกคำพิพากษาลงบนแผ่นทองคำ แล้วถวายไว้พร้อมเสื้อคลุม (120b–c)
กฎที่สำคัญที่สุดมี 3 ข้อ ห้ามยกอาวุธใส่กันเอง หากใครพยายามล้มราชวงศ์ในแคว้นใด ทุกแคว้นต้องช่วยกัน โดยให้สายของแอตลาสเป็นผู้นำ และกษัตริย์องค์ใดจะประหารชีวิตพี่น้องไม่ได้ ถ้าเกินครึ่งหนึ่งของกษัตริย์ทั้ง 10 ไม่เห็นด้วย (120c–d)
บทที่ 11เมื่อเลือดเทพเจือจาง
เพลโตเล่าว่าตลอดหลายชั่วคน ตราบที่ธรรมชาติของเทพในตัวพวกเขายังเข้มข้น กษัตริย์แอตแลนติสเคารพกฎและรักใคร่ญาติพี่น้อง พวกเขาดูแคลนทุกสิ่งยกเว้นคุณธรรม และ "แบกทองคำและทรัพย์สมบัติอันมหาศาลไว้ได้อย่างเบาสบาย" ความมั่งคั่งไม่ได้ทำให้เมามายจนเสียการควบคุม (120e–121a)
แต่เมื่อส่วนที่เป็นเทพในตัวพวกเขาถูกผสมกับความเป็นมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเจือจางและอ่อนแรงลง นิสัยแบบมนุษย์ก็ขึ้นมามีอำนาจเหนือใจ พวกเขาแบกทรัพย์สมบัติไม่ไหวอีกต่อไป
"ในสายตาของผู้ที่มองเห็น พวกเขากลายเป็นสิ่งน่าเกลียด เพราะสูญเสียสิ่งที่งดงามที่สุดไปจากส่วนที่มีค่าที่สุดของตน แต่ในสายตาของคนที่มองไม่ออกว่าชีวิตที่สุขจริงเป็นอย่างไร ช่วงเวลานั้นเองที่พวกเขาดูงดงามและรุ่งโรจน์ที่สุด ทั้งที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานไร้ขอบเขตและความกระหายอำนาจ"
คริเทียส 121b
เทพซุส ผู้เป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวงและปกครองด้วยกฎ มองเห็นความเสื่อมของเชื้อสายที่เคยดีงามนี้ จึงตั้งใจจะลงโทษ เพื่อให้พวกเขาได้สำนึกและกลับมาถูกทาง ซุสเรียกเทพทั้งหลายมาประชุมในที่ประทับอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ณ ใจกลางจักรวาล ซึ่งมองเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก และเมื่อเทพทั้งหลายมาพร้อมแล้ว ซุสก็ตรัสว่า...
ต้นฉบับ คริเทียส จบลงตรงนั้น กลางประโยค (121c) เพลโตไม่เคยเขียนต่อ ไม่มีใครรู้ว่าเขาตั้งใจเขียนต่อหรือไม่ และทำไมจึงหยุด
บทที่ 12วันและคืนอันเลวร้าย
ตอนจบของเรื่องมาจากอีกเล่ม นักบวชแห่งไซส์เล่าไว้ใน ทิเมอัส อย่างย่อว่า กองทัพแอตแลนติสรวมพลแล้วบุกหวังยึดทั้งกรีซ อียิปต์ และดินแดนทั้งหมดภายในเสาของเฮราคลีสด้วยการโจมตีครั้งเดียว (ทิเมอัส 25b)
เอเธนส์นำชาวกรีกออกรบ และเมื่อพันธมิตรทิ้งไปหมด ก็สู้อยู่ลำพัง ผ่านอันตรายถึงชีวิตมาได้ แล้วเอาชนะผู้รุกราน ปลดปล่อยทุกเมืองที่ยังไม่ตกเป็นทาส และคืนอิสรภาพให้ทุกเมืองที่ตกเป็นทาสไปแล้ว (25b–c)
"แต่ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ ในวันและคืนอันเลวร้ายเพียงหนึ่งเดียว นักรบทั้งหมดของท่านถูกแผ่นดินกลืนหายไป และเกาะแอตแลนติสก็ถูกทะเลกลืนหายไปเช่นกัน"
ทิเมอัส 25c–d
นักบวชบอกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่ทะเลตรงนั้นแล่นเรือผ่านและสำรวจไม่ได้อีก เพราะมีโคลนตื้นที่เกาะทิ้งไว้ตอนจมลงขวางทางอยู่ (25d)
บทที่ 13หลังเพลโต
นักวิชาการเชื่อว่าเพลโตตั้งใจเขียนเป็นชุด 3 เล่ม คือ ทิเมอัส คริเทียส และ เฮอร์โมเครตีส ซึ่งเป็นเรื่องที่เฮอร์โมเครตีสจะเป็นคนเล่า แต่เล่มที่สามไม่เคยถูกเขียน และเล่มที่สองก็หยุดกลางประโยค
ตั้งแต่สมัยโบราณ คนก็เถียงกันแล้วว่าเรื่องนี้จริงหรือแต่ง โพรคลัส นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่ 5 บันทึกว่าแครนเทอร์ ศิษย์รุ่นหลังของสำนักเพลโต ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์จริง ยังถกเถียง แต่นักเขียนโบราณคนอื่นก็มองว่าเป็นเรื่องแต่ง
ในยุคใหม่ ความเชื่อว่าแอตแลนติสมีอยู่จริงแพร่ไปทั่วหลังหนังสือ Atlantis: The Antediluvian World ของอิกเนเชียส ดอนเนลลี นักการเมืองอเมริกัน ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1882 จากนั้นก็มีคนเสนอที่ตั้งของแอตแลนติสไว้แทบทุกมุมโลก
ทฤษฎีที่นักวิชาการพูดถึงมากที่สุดคือ ภูเขาไฟบนเกาะเธรา (ซานโตรินี) ในทะเลอีเจียน ระเบิดครั้งใหญ่ราว 1,600 ปีก่อน ค.ศ. และส่งผลต่ออารยธรรมมิโนอันบนเกาะครีต เหตุการณ์นี้อาจเป็นความทรงจำที่อยู่เบื้องหลังตำนาน แต่ทั้งช่วงเวลา ขนาด และที่ตั้งไม่ตรงกับที่เพลโตเล่าเลย ยังถกเถียง
ข้อสรุปที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ เพลโตแต่งเรื่องนี้ขึ้นเพื่อให้รัฐในอุดมคติที่โสเครตีสวาดไว้ได้ "ออกไปต่อสู้" ตามคำขอในบทที่ 1 แอตแลนติสจึงอาจไม่เคยมีอยู่บนแผนที่ แต่ก็ยังเป็นตำนานที่มนุษย์เล่าต่อกันมานานกว่า 2,300 ปี
ต้นฉบับอ่านเองได้
- เพลโต, ทิเมอัส (Timaeus) 17a–25d · คำแปลอังกฤษ R. G. Bury, Loeb Classical Library, 1929
- เพลโต, คริเทียส (Critias) 106a–121c · คำแปลอังกฤษ R. G. Bury, 1929
- หน่วยวัด: 1 สตาเดีย ≈ 185 เมตร · 1 เพลธรัม ≈ 30 เมตร (ตัวเลขแปลงเป็นค่าประมาณ)
- คำแปลภาษาไทยในหน้านี้ ทีมอารยธรรมแปลและเรียบเรียงจากฉบับภาษาอังกฤษข้างต้น