Fall of Rome · AD 376–476

โรมพังเพราะอะไร

การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก จากคลื่นผู้อพยพสู่จุดจบของจักรพรรดิองค์สุดท้าย

ยังถกเถียงเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 8 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง โรมพังเพราะอะไร
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรื่องนี้เรียบเรียงจากบันทึกร่วมสมัยของอัมมิอานุส มาร์เซลลินุส นักบุญเจอโรม และโพรโคเปียส เหตุการณ์ทางการเมืองและสงครามมีหลักฐานชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันมานานว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการล่มสลาย

Iรอยร้าวของสองซีกโลก

จักรวรรดิโรมันไม่ได้พังทลายลงในวันเดียว รอยแยกเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่สาม เมื่อจักรพรรดิไดโอคลีเชียนแบ่งการบริหารเป็นสองซีก ต่อมาในปี ค.ศ. 395 หลังจักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 1 สิ้นพระชนม์ จักรวรรดิก็ถูกแบ่งขาดจากกันอย่างถาวร ซีกตะวันออกยกให้อาร์คาดิอุส มีเมืองหลวงที่คอนสแตนติโนเปิล ส่วนซีกตะวันตกตกเป็นของฮอโนริอุส ซึ่งย้ายราชสำนักไปอยู่ที่ราเวนนา (โซซิมัส 4.59)

ความไม่เท่าเทียมระหว่างสองซีกคือจุดอ่อนสำคัญ ซีกตะวันออกร่ำรวย มีประชากรหนาแน่น มีเสบียงจากอียิปต์ และเก็บภาษีได้สม่ำเสมอ แต่ซีกตะวันตกต้องเฝ้าพรมแดนยาวหลายพันกิโลเมตรตามแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ ซึ่งต้องใช้ทหารจำนวนมาก ขณะที่ชนชั้นสูงในอิตาลีและกอลมักเลี่ยงภาษี นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่หลายคนจึงมองว่า การคลังของซีกตะวันตกตึงตัวจนดูแลกองทัพได้ยาก

IIคลื่นผู้อพยพและหายนะที่เอเดรียโนเปิล

ในทศวรรษ 370 ชนเผ่าฮั่นรุกรานดินแดนเหนือแม่น้ำดานูบ บีบให้ชาวกอธต้องหนีลงมาทางใต้ ในปี ค.ศ. 376 ชาวกอธกลุ่มเธอร์วิงกีนำโดยฟริทิเกิร์น ข้ามแม่น้ำดานูบมาขอพึ่งพิงจักรพรรดิวาเลนส์แห่งซีกตะวันออก โดยสัญญาว่าจะอยู่อย่างสงบและส่งคนเข้าเป็นทหาร แต่นายทหารโรมันในพื้นที่กลับกักตุนเสบียงและบีบให้ชาวกอธต้องยอมขายลูกเป็นทาสแลกกับเนื้อสุนัข (อัมมิอานุส มาร์เซลลินุส 31.4–5)

ความอดอยากผลักดันให้ชาวกอธลุกฮือ วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 378 จักรพรรดิวาเลนส์นำทัพเข้าปะทะกับชาวกอธนอกเมืองเอเดรียโนเปิลโดยไม่รอกำลังหนุน ระหว่างการรบ กองทหารม้ากอธกลับมาตีกระหนาบข้างจนทัพโรมันแตกพ่าย วาเลนส์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ ทหารโรมันตะวันออกล้มตายไปราวสองในสาม ความพ่ายแพ้นี้ทำให้โรมันหมดทางขับไล่ชาวกอธ และต้องยอมรับให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานในพรมแดนในฐานะพันธมิตรที่มีกองทัพของตนเอง (อัมมิอานุส มาร์เซลลินุส 31.12–13)

IIIเมื่อประตูเมืองเปิดให้อะลาริก

ในซีกตะวันตก ฮอโนริอุสหลบอยู่ในราเวนนาที่มีหนองน้ำล้อมรอบ เสาหลักเดียวที่ค้ำบัลลังก์ไว้คือสติลิโค แม่ทัพใหญ่เชื้อสายแวนดัล ผู้คอยรับมือกับอะลาริก ผู้นำชาววิซิกอธ แต่ในปี ค.ศ. 408 ฮอโนริอุสหลงเชื่อคำยุยงจนสั่งประหารสติลิโค ทหารโรมันยังพากันสังหารครอบครัวของทหารต่างชาติ ทำให้ทหารอนารยชนกว่าสามหมื่นคนแปรพักตร์ไปเข้ากับอะลาริกทันที (โซซิมัส 5.34–35)

อะลาริกนำทัพปิดล้อมกรุงโรมจนเกิดความอดอยาก เมื่อการเจรจากับราเวนนาล้มเหลว ประตูซาลาเรียถูกเปิดออกในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 410 กองทัพวิซิกอธเข้าปล้นกรุงโรมสามวัน แม้จะไม่เผาทำลายมหาวิหารสำคัญ แต่นี่เป็นการเสียกรุงโรมให้ศัตรูภายนอกเป็นครั้งแรกในรอบแปดร้อยปี นักบุญเจอโรมบันทึกด้วยความสะเทือนใจว่า นครที่เคยพิชิตโลกกลับถูกพิชิตเสียเอง (โพรโคเปียส, สงครามแวนดัล 1.2, เจอโรม, จดหมาย 127.12)

IVอู่ข้าวอู่น้ำที่สูญสิ้นและการปล้นปี 455

ความเสียหายหนักกว่าเดิมเกิดขึ้นเมื่อชนเผ่าแวนดัลนำโดยเจนเซริก เคลื่อนทัพข้ามสเปนไปยึดแอฟริกาเหนือและยึดเมืองคาร์เธจได้ในปี ค.ศ. 439 แอฟริกาเหนือคืออู่ข้าวอู่น้ำและฐานภาษีสำคัญที่สุดของซีกตะวันตก การเสียดินแดนแถบนี้ทำให้โรมขาดแคลนทั้งอาหารและรายได้ จนไม่อาจจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ทหารประจำการได้อีกต่อไป (โพรโคเปียส, สงครามแวนดัล 1.3–4)

ในปี ค.ศ. 455 เมื่อจักรพรรดิวาเลนทิเนียนที่ 3 ถูกลอบปลงพระชนม์ เจนเซริกจึงนำกองเรือมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือออสเตีย พระสันตะปาปาลีโอที่ 1 ออกไปขอร้องไม่ให้มีการฆ่าฟันหรือเผาเมือง เจนเซริกยอมตกลงแลกกับการปล้นทรัพย์สิน กองทัพแวนดัลปล้นกรุงโรมอย่างเป็นระบบนานสิบสี่วัน ขนทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนเชลยชั้นสูงกลับไป การปล้นครั้งนี้สร้างความเสียหายทางวัตถุรุนแรงกว่าครั้งของอะลาริกมาก (โพรโคเปียส, สงครามแวนดัล 1.5)

Vจักรพรรดิหุ่นเชิดในเงามืด

หลังปี ค.ศ. 455 อำนาจแท้จริงในอิตาลีตกอยู่ในมือนายพลเชื้อสายอนารยชนอย่างริซิเมอร์ ซึ่งไม่อาจขึ้นเป็นจักรพรรดิได้เองตามกฎหมาย จึงชักใยอยู่เบื้องหลัง สถาปนาและสั่งกำจัดจักรพรรดิหุ่นเชิดไปหลายองค์ในรอบสิบกว่าปี

ในปี ค.ศ. 475 ออเรสเตส อดีตขุนนางโรมันที่เคยทำงานให้อัตติลาแห่งพวกฮั่น ได้ยึดอำนาจในราเวนนาและขับไล่จักรพรรดิจูเลียส เนโปส ออกไป ออเรสเตสยกโรมิวลุส บุตรชายวัยรุ่นขึ้นเป็นจักรพรรดิพร้อมมอบชื่อว่าออกัสตัส แต่ชาวเมืองต่างเรียกเขาว่า รอมิวลุส ออกัสตูลุส หรือออกัสตัสน้อย เพราะเขาเป็นเพียงเด็กที่ไร้อำนาจและไร้กองทัพของตนเอง

VIค.ศ. 476 จุดจบที่เงียบงัน

วิกฤตสุดท้ายมาถึงเมื่อทหารรับจ้างในอิตาลีเรียกร้องขอแบ่งที่ดินทำกินหนึ่งในสามของอิตาลี เมื่อออเรสเตสปฏิเสธ ทหารรับจ้างจึงยกโอโดอาเคอร์ นายทหารเชื้อสายอนารยชนขึ้นเป็นผู้นำ โอโดอาเคอร์นำกำลังจับกุมและประหารชีวิตออเรสเตสในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 476

เดือนกันยายน ค.ศ. 476 โอโดอาเคอร์เข้ายึดราเวนนา เขาเห็นว่ารอมิวลุส ออกัสตูลุส เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่ได้ทำความผิด จึงไว้ชีวิต ปลดออกจากบัลลังก์ มอบเงินบำนาญให้ และส่งไปอาศัยในคฤหาสน์ที่แคว้นคัมปาเนีย (แอนโนนีมัส วาเลเซียนัส 8.37)

โอโดอาเคอร์ไม่ได้ตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิ และไม่ตั้งหุ่นเชิดคนใหม่ เขาเก็บรวบรวมมงกุฎและฉลองพระองค์สีม่วงส่งคืนไปยังจักรพรรดิซีโนที่คอนสแตนติโนเปิล พร้อมแจ้งว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีจักรพรรดิสององค์อีกต่อไป และขอปกครองอิตาลีในฐานะผู้แทน วุฒิสภายังคงประชุมในกรุงโรม กฎหมายยังใช้บังคับ ชาวนายังทำไร่ไถนา แต่ตำแหน่งจักรพรรดิโรมันตะวันตกได้สิ้นสุดลง

VIIจริงแค่ไหนและทำไมถึงพัง ยังถกเถียง

สำหรับนักประวัติศาสตร์ ปี ค.ศ. 476 เป็นเพียงหมุดหมายแบ่งยุคสมัย เพราะซีกตะวันออกยังคงอยู่ต่อมาอีกเกือบพันปีในนามจักรวรรดิไบแซนไทน์จนถึงปี ค.ศ. 1453 ในคริสต์ศตวรรษที่สิบแปด เอ็ดเวิร์ด กิบบอน เสนอว่าโรมพังเพราะความเสื่อมโทรมภายใน และการเติบโตของศาสนาคริสต์ที่ทำให้คนละทิ้งหน้าที่ทางทหารไปสู่ศาสนจักร

แต่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่กลับมองต่างกัน นักวิชาการสายหนึ่งเห็นว่าซีกตะวันตกยังมีศักยภาพอยู่รอด หากไม่ถูกคลื่นการรุกรานจากภายนอกถาโถมเข้าใส่พร้อมกันจนระบบการเงินและการทหารพังทลาย ขณะที่นักวิชาการอีกสายมองว่านี่ไม่ใช่การล่มสลาย แต่เป็นการปรับตัวและหลอมรวมทางวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังพบหลักฐานเรื่องสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงและโรคระบาดใหญ่ที่ซ้ำเติมประชากรโรมัน ยังถกเถียง

นักประวัติศาสตร์เสนอสาเหตุของการล่มสลายไว้มากกว่าสองร้อยข้อ ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจไปจนถึงโครงสร้างทางการเมือง การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกจึงยังเป็นปริศนาที่เปิดกว้างอยู่เสมอ

ต้นฉบับอ่านเองได้