Iรอยร้าวของสองซีกโลก
จักรวรรดิโรมันไม่ได้พังทลายลงในวันเดียว รอยแยกเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่สาม เมื่อจักรพรรดิไดโอคลีเชียนแบ่งการบริหารเป็นสองซีก ต่อมาในปี ค.ศ. 395 หลังจักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 1 สิ้นพระชนม์ จักรวรรดิก็ถูกแบ่งขาดจากกันอย่างถาวร ซีกตะวันออกยกให้อาร์คาดิอุส มีเมืองหลวงที่คอนสแตนติโนเปิล ส่วนซีกตะวันตกตกเป็นของฮอโนริอุส ซึ่งย้ายราชสำนักไปอยู่ที่ราเวนนา (โซซิมัส 4.59)
ความไม่เท่าเทียมระหว่างสองซีกคือจุดอ่อนสำคัญ ซีกตะวันออกร่ำรวย มีประชากรหนาแน่น มีเสบียงจากอียิปต์ และเก็บภาษีได้สม่ำเสมอ แต่ซีกตะวันตกต้องเฝ้าพรมแดนยาวหลายพันกิโลเมตรตามแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ ซึ่งต้องใช้ทหารจำนวนมาก ขณะที่ชนชั้นสูงในอิตาลีและกอลมักเลี่ยงภาษี นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่หลายคนจึงมองว่า การคลังของซีกตะวันตกตึงตัวจนดูแลกองทัพได้ยาก
IIคลื่นผู้อพยพและหายนะที่เอเดรียโนเปิล
ในทศวรรษ 370 ชนเผ่าฮั่นรุกรานดินแดนเหนือแม่น้ำดานูบ บีบให้ชาวกอธต้องหนีลงมาทางใต้ ในปี ค.ศ. 376 ชาวกอธกลุ่มเธอร์วิงกีนำโดยฟริทิเกิร์น ข้ามแม่น้ำดานูบมาขอพึ่งพิงจักรพรรดิวาเลนส์แห่งซีกตะวันออก โดยสัญญาว่าจะอยู่อย่างสงบและส่งคนเข้าเป็นทหาร แต่นายทหารโรมันในพื้นที่กลับกักตุนเสบียงและบีบให้ชาวกอธต้องยอมขายลูกเป็นทาสแลกกับเนื้อสุนัข (อัมมิอานุส มาร์เซลลินุส 31.4–5)
ความอดอยากผลักดันให้ชาวกอธลุกฮือ วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 378 จักรพรรดิวาเลนส์นำทัพเข้าปะทะกับชาวกอธนอกเมืองเอเดรียโนเปิลโดยไม่รอกำลังหนุน ระหว่างการรบ กองทหารม้ากอธกลับมาตีกระหนาบข้างจนทัพโรมันแตกพ่าย วาเลนส์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ ทหารโรมันตะวันออกล้มตายไปราวสองในสาม ความพ่ายแพ้นี้ทำให้โรมันหมดทางขับไล่ชาวกอธ และต้องยอมรับให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานในพรมแดนในฐานะพันธมิตรที่มีกองทัพของตนเอง (อัมมิอานุส มาร์เซลลินุส 31.12–13)
IIIเมื่อประตูเมืองเปิดให้อะลาริก
ในซีกตะวันตก ฮอโนริอุสหลบอยู่ในราเวนนาที่มีหนองน้ำล้อมรอบ เสาหลักเดียวที่ค้ำบัลลังก์ไว้คือสติลิโค แม่ทัพใหญ่เชื้อสายแวนดัล ผู้คอยรับมือกับอะลาริก ผู้นำชาววิซิกอธ แต่ในปี ค.ศ. 408 ฮอโนริอุสหลงเชื่อคำยุยงจนสั่งประหารสติลิโค ทหารโรมันยังพากันสังหารครอบครัวของทหารต่างชาติ ทำให้ทหารอนารยชนกว่าสามหมื่นคนแปรพักตร์ไปเข้ากับอะลาริกทันที (โซซิมัส 5.34–35)
อะลาริกนำทัพปิดล้อมกรุงโรมจนเกิดความอดอยาก เมื่อการเจรจากับราเวนนาล้มเหลว ประตูซาลาเรียถูกเปิดออกในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 410 กองทัพวิซิกอธเข้าปล้นกรุงโรมสามวัน แม้จะไม่เผาทำลายมหาวิหารสำคัญ แต่นี่เป็นการเสียกรุงโรมให้ศัตรูภายนอกเป็นครั้งแรกในรอบแปดร้อยปี นักบุญเจอโรมบันทึกด้วยความสะเทือนใจว่า นครที่เคยพิชิตโลกกลับถูกพิชิตเสียเอง (โพรโคเปียส, สงครามแวนดัล 1.2, เจอโรม, จดหมาย 127.12)
IVอู่ข้าวอู่น้ำที่สูญสิ้นและการปล้นปี 455
ความเสียหายหนักกว่าเดิมเกิดขึ้นเมื่อชนเผ่าแวนดัลนำโดยเจนเซริก เคลื่อนทัพข้ามสเปนไปยึดแอฟริกาเหนือและยึดเมืองคาร์เธจได้ในปี ค.ศ. 439 แอฟริกาเหนือคืออู่ข้าวอู่น้ำและฐานภาษีสำคัญที่สุดของซีกตะวันตก การเสียดินแดนแถบนี้ทำให้โรมขาดแคลนทั้งอาหารและรายได้ จนไม่อาจจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ทหารประจำการได้อีกต่อไป (โพรโคเปียส, สงครามแวนดัล 1.3–4)
ในปี ค.ศ. 455 เมื่อจักรพรรดิวาเลนทิเนียนที่ 3 ถูกลอบปลงพระชนม์ เจนเซริกจึงนำกองเรือมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือออสเตีย พระสันตะปาปาลีโอที่ 1 ออกไปขอร้องไม่ให้มีการฆ่าฟันหรือเผาเมือง เจนเซริกยอมตกลงแลกกับการปล้นทรัพย์สิน กองทัพแวนดัลปล้นกรุงโรมอย่างเป็นระบบนานสิบสี่วัน ขนทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนเชลยชั้นสูงกลับไป การปล้นครั้งนี้สร้างความเสียหายทางวัตถุรุนแรงกว่าครั้งของอะลาริกมาก (โพรโคเปียส, สงครามแวนดัล 1.5)
Vจักรพรรดิหุ่นเชิดในเงามืด
หลังปี ค.ศ. 455 อำนาจแท้จริงในอิตาลีตกอยู่ในมือนายพลเชื้อสายอนารยชนอย่างริซิเมอร์ ซึ่งไม่อาจขึ้นเป็นจักรพรรดิได้เองตามกฎหมาย จึงชักใยอยู่เบื้องหลัง สถาปนาและสั่งกำจัดจักรพรรดิหุ่นเชิดไปหลายองค์ในรอบสิบกว่าปี
ในปี ค.ศ. 475 ออเรสเตส อดีตขุนนางโรมันที่เคยทำงานให้อัตติลาแห่งพวกฮั่น ได้ยึดอำนาจในราเวนนาและขับไล่จักรพรรดิจูเลียส เนโปส ออกไป ออเรสเตสยกโรมิวลุส บุตรชายวัยรุ่นขึ้นเป็นจักรพรรดิพร้อมมอบชื่อว่าออกัสตัส แต่ชาวเมืองต่างเรียกเขาว่า รอมิวลุส ออกัสตูลุส หรือออกัสตัสน้อย เพราะเขาเป็นเพียงเด็กที่ไร้อำนาจและไร้กองทัพของตนเอง
VIค.ศ. 476 จุดจบที่เงียบงัน
วิกฤตสุดท้ายมาถึงเมื่อทหารรับจ้างในอิตาลีเรียกร้องขอแบ่งที่ดินทำกินหนึ่งในสามของอิตาลี เมื่อออเรสเตสปฏิเสธ ทหารรับจ้างจึงยกโอโดอาเคอร์ นายทหารเชื้อสายอนารยชนขึ้นเป็นผู้นำ โอโดอาเคอร์นำกำลังจับกุมและประหารชีวิตออเรสเตสในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 476
เดือนกันยายน ค.ศ. 476 โอโดอาเคอร์เข้ายึดราเวนนา เขาเห็นว่ารอมิวลุส ออกัสตูลุส เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่ได้ทำความผิด จึงไว้ชีวิต ปลดออกจากบัลลังก์ มอบเงินบำนาญให้ และส่งไปอาศัยในคฤหาสน์ที่แคว้นคัมปาเนีย (แอนโนนีมัส วาเลเซียนัส 8.37)
โอโดอาเคอร์ไม่ได้ตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิ และไม่ตั้งหุ่นเชิดคนใหม่ เขาเก็บรวบรวมมงกุฎและฉลองพระองค์สีม่วงส่งคืนไปยังจักรพรรดิซีโนที่คอนสแตนติโนเปิล พร้อมแจ้งว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีจักรพรรดิสององค์อีกต่อไป และขอปกครองอิตาลีในฐานะผู้แทน วุฒิสภายังคงประชุมในกรุงโรม กฎหมายยังใช้บังคับ ชาวนายังทำไร่ไถนา แต่ตำแหน่งจักรพรรดิโรมันตะวันตกได้สิ้นสุดลง
VIIจริงแค่ไหนและทำไมถึงพัง ยังถกเถียง
สำหรับนักประวัติศาสตร์ ปี ค.ศ. 476 เป็นเพียงหมุดหมายแบ่งยุคสมัย เพราะซีกตะวันออกยังคงอยู่ต่อมาอีกเกือบพันปีในนามจักรวรรดิไบแซนไทน์จนถึงปี ค.ศ. 1453 ในคริสต์ศตวรรษที่สิบแปด เอ็ดเวิร์ด กิบบอน เสนอว่าโรมพังเพราะความเสื่อมโทรมภายใน และการเติบโตของศาสนาคริสต์ที่ทำให้คนละทิ้งหน้าที่ทางทหารไปสู่ศาสนจักร
แต่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่กลับมองต่างกัน นักวิชาการสายหนึ่งเห็นว่าซีกตะวันตกยังมีศักยภาพอยู่รอด หากไม่ถูกคลื่นการรุกรานจากภายนอกถาโถมเข้าใส่พร้อมกันจนระบบการเงินและการทหารพังทลาย ขณะที่นักวิชาการอีกสายมองว่านี่ไม่ใช่การล่มสลาย แต่เป็นการปรับตัวและหลอมรวมทางวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังพบหลักฐานเรื่องสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงและโรคระบาดใหญ่ที่ซ้ำเติมประชากรโรมัน ยังถกเถียง
นักประวัติศาสตร์เสนอสาเหตุของการล่มสลายไว้มากกว่าสองร้อยข้อ ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจไปจนถึงโครงสร้างทางการเมือง การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกจึงยังเป็นปริศนาที่เปิดกว้างอยู่เสมอ
ต้นฉบับอ่านเองได้
- อัมมิอานุส มาร์เซลลินุส, เรส เกสไต (Res Gestae) บันทึกประวัติศาสตร์โรมันช่วงปลายและยุทธการที่เอเดรียโนเปิล แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย C. D. Yonge (1862)
- โพรโคเปียส, ประวัติศาสตร์สงคราม (History of the Wars: The Vandalic War) บันทึกเรื่องการปล้นกรุงโรมโดยพวกแวนดัล แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย H. B. Dewing (1916)
- โซซิมัส, ประวัติศาสตร์ใหม่ (Historia Nova) บันทึกการเมืองและการทหารช่วงปลายจักรวรรดิโรมันตะวันตก แปลเป็นภาษาอังกฤษ (1814)
- นักบุญเจอโรม, จดหมาย (Letters) บันทึกความรู้สึกสะเทือนใจต่อการแตกของกรุงโรมในปี ค.ศ. 410 แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย W. H. Fremantle (1892)