Vikings · AD 793–1066

ไวกิ้ง จากโจรทะเลสู่กษัตริย์

จากกองโจรเรือยาวผู้ปล้นสะดมชายฝั่งสู่นักเดินเรือข้ามมหาสมุทรและผู้สถาปนาราชวงศ์ยุโรป

มีหลักฐานเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 8 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง ไวกิ้ง จากโจรทะเลสู่กษัตริย์
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรียบเรียงจากพงศาวดารแองโกล-แซกซอนและหลักฐานโบราณคดี เรื่องราวของชาวไวกิ้งมีบันทึกและของขุดค้นยืนยันชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์พบว่าภาพจำหลายอย่างในยุคหลังเป็นเพียงเรื่องแต่ง

Iสายฟ้าที่ลินดิสฟาร์น

ต้นฤดูร้อนปี ค.ศ. 793 ท้องฟ้าเหนือแคว้นนอร์ทัมเบรียเกิดพายุรุนแรงและฟ้าผ่าผิดธรรมชาติ ไม่กี่วันต่อมา วันที่ 8 มิถุนายน กองเรือไม่ทราบฝ่ายแล่นฝ่าคลื่นมาถึงเกาะลินดิสฟาร์น ที่ตั้งอารามศักดิ์สิทธิ์ประจำนักบุญคัธเบิร์ต

พระสงฆ์ที่นั่นไร้ทหารคุ้มกัน ผู้มาเยือนจากสแกนดิเนเวียบุกขึ้นฝั่งด้วยขวานและดาบ สังหารนักบวช จับบางคนไปเป็นทาส กวาดทรัพย์สินทั้งทองคำ แท่นบูชาเงิน และหีบพระธาตุ ก่อนจุดไฟเผาแล้วแล่นเรือหนีไป (พงศาวดารแองโกล-แซกซอน ค.ศ. 793)

ข่าวการปล้นสร้างความตกตะลึงไปทั่ว อัลคูอิน นักปราชญ์อังกฤษในราชสำนักชาร์เลอมาญ บันทึกว่าไม่เคยมีความสยดสยองเช่นนี้ปรากฏบนแผ่นดินอังกฤษมาก่อน การจู่โจมครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของยุคไวกิ้ง

IIเรือยาวผู้ครองเกลียวคลื่น

คำว่า "ไวกิ้ง" มาจากสำนวนนอร์สโบราณที่หมายถึงการออกเรือไปปล้นหรือผจญภัยทางทะเล สิ่งที่ทำให้ชนแดนเหนือเขย่าขวัญยุโรปได้ คือวิทยาการต่อเรือยาว

เรือยาวสร้างด้วยเทคนิคต่อไม้เหลื่อมซ้อน ยึดด้วยหมุดเหล็ก โครงสร้างยืดหยุ่นสูง โค้งรับแรงคลื่นในทะเลเปิดได้โดยไม่หัก มีทั้งใบเรือผืนใหญ่และแนวกรรเชียง ช่วยให้แล่นได้เร็วแม้ไร้ลม

ท้องเรือแบนราบและกินน้ำตื้นไม่ถึงหนึ่งเมตร ทำให้แล่นข้ามทะเลเปิดแล้วเลี้ยวเข้าแม่น้ำตื้นอย่างแม่น้ำเซนหรือแม่น้ำเทมส์ บุกปล้นเมืองชั้นในได้ก่อนข้าศึกรู้ตัว ทั้งยังเทียบหาดทรายได้โดยตรง ซากเรือที่ขุดพบอย่างเรือโอเซอบาร์กและเรือกอกสตัดในนอร์เวย์ ยืนยันความประณีตเชิงชลศาสตร์ของช่างยุคนั้น

IIIกองทัพใหญ่และแดนลอว์

ช่วงแรกชาวไวกิ้งปล้นแล้วแล่นกลับในฤดูหนาว แต่เมื่อเห็นว่าเกาะอังกฤษอุดมสมบูรณ์ แผนการจึงเปลี่ยนเป็นการยึดครองถาวร ในปี ค.ศ. 865 "กองทัพนอกรีตครั้งใหญ่" แล่นเรือนับร้อยลำมาขึ้นฝั่ง เข้ายึดเมืองและบดขยี้อาณาจักรโบราณของอังกฤษ ทั้งอีสต์แองเกลีย นอร์ทัมเบรีย และเมอร์เซีย

อาณาจักรเดียวที่รอดพ้นคือเวสเซกซ์ นำโดยพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช แม้จะเคยพ่ายแพ้จนต้องหนีไปหลบในหนองน้ำ แต่อัลเฟรดก็รวบรวมกำลังกลับมาเอาชนะกษัตริย์ไวกิ้งนามกัทธรัมได้ในยุทธการที่เอ็ดดิงตันเมื่อปี ค.ศ. 878

ทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งแผ่นดิน กัทธรัมยอมรับศีลจุ่มเป็นคริสเตียน ดินแดนทางเหนือและตะวันออกตกอยู่ใต้การปกครองของชาวเดน เรียกว่า "แดนลอว์" หรือเขตที่ใช้กฎหมายเดน ชาวไวกิ้งวางขวานลง หันมาทำเกษตร และพัฒนาเมืองยอร์วิกหรือยอร์กให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้า (พงศาวดารแองโกล-แซกซอน ค.ศ. 878)

IVจากโจรทะเลสู่ดยุกแห่งนอร์ม็องดี

อีกด้านหนึ่ง กองเรือไวกิ้งแล่นเข้าโจมตีอาณาจักรแฟรงก์ พายเรือทวนแม่น้ำเซนเข้าล้อมกรุงปารีสหลายครั้ง จนราชสำนักต้องจ่ายเงินทองซื้อความสงบ จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่สิบ ผู้นำไวกิ้งนามโรลโล นำกำลังเข้ายึดปากแม่น้ำเซนรอบเมืองรูอ็อง

พระเจ้าชาร์ลส์ผู้เรียบง่าย ทรงเปลี่ยนศัตรูให้เป็นกันชน ในปี ค.ศ. 911 ทั้งสองฝ่ายทำสนธิสัญญาแซ็ง-แกลร์-ซูร์-แอปต์ กษัตริย์มอบที่ดินรอบรูอ็องให้โรลโล แลกกับการเข้ารีตเป็นคริสเตียน สาบานสวามิภักดิ์ และคอยสกัดไม่ให้ไวกิ้งกลุ่มอื่นแล่นเรือมาปล้นปารีส

โรลโลรับศีลจุ่มได้ชื่อว่าโรแบร์ ดินแดนนั้นกลายเป็น "ดัชชีแห่งนอร์ม็องดี" ภายในไม่กี่รุ่น ชาวไวกิ้งที่นี่ก็ปรับตัวเข้ากับภาษาฝรั่งเศสและวิถีอัศวิน เชื้อสายของโรลโลเติบใหญ่เป็นตระกูลนอร์มัน ซึ่งต่อมาจะไปพิชิตอังกฤษและตั้งอาณาจักรในซิซิลี (ดูโดแห่งแซ็ง-ก็องแต็ง, ประวัติศาสตร์ชาวนอร์มัน เล่ม 2)

Vข้ามมหาสมุทรสู่โลกใหม่

นักเดินเรือชาวนอร์สยังกล้าท้าทายมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ นำเรือไปตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่เก้า ต่อมาปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบ เอริกผมแดง ถูกเนรเทศจากไอซ์แลนด์ข้อหาฆ่าคน เขาแล่นเรือไปพบเกาะน้ำแข็ง และตั้งชื่อว่า "กรีนแลนด์" เพื่อจูงใจให้คนอพยพตามมาตั้งชุมชนสำเร็จราวปี ค.ศ. 985

ราวปี ค.ศ. 1000 ลีฟ เอริกสัน บุตรชายของเขา แล่นเรือต่อไปทางตะวันตกจนพบแผ่นดินที่มีป่าไม้และเถาองุ่นป่า จึงตั้งชื่อว่า "วินแลนด์" เรื่องนี้เคยถูกมองเป็นเพียงนิทานในมหากาพย์ (มหากาพย์ชาวกรีนแลนด์ บทที่ 3; มหากาพย์เอริกผมแดง บทที่ 5)

แต่ในปี ค.ศ. 1960 เฮลเก อิงสตัด และอันเน สตีน อิงสตัด นักโบราณคดีชาวนอร์เวย์ ขุดพบซากหมู่บ้านโบราณที่ลานส์ โอ เมโดวส์ ทางเหนือสุดของเกาะนิวฟาวนด์แลนด์ในแคนาดา พบอาคารดิน โรงตีเหล็ก หมุดเรือ และเข็มกลัดสำริด ผลตรวจคาร์บอนยืนยันว่าสร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1000 พิสูจน์ว่าชาวยุโรปไปถึงอเมริกาเหนือก่อนโคลัมบัสเกือบห้าร้อยปี

VIศึกสแตมฟอร์ดบริดจ์และอวสานยุคไวกิ้ง

เข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่สิบเอ็ด สแกนดิเนเวียหลอมรวมเป็นอาณาจักรเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน กษัตริย์หันมารับศาสนาคริสต์ การปล้นแบบกองโจรจึงซบเซาลง ในปี ค.ศ. 1066 เมื่อกษัตริย์อังกฤษสิ้นพระชนม์ไร้ทายาท ฮาโรลด์ กอดวินสัน ขึ้นครองราชย์ แต่พระเจ้าฮาราลด์ ฮาร์ดราดา ราชาไวกิ้งแห่งนอร์เวย์ ได้ยกทัพมาอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์

ฮาราลด์นำเรือกว่า 300 ลำบุกอังกฤษ แต่ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1066 ทัพนอร์เวย์ถูกกองทัพของกษัตริย์ฮาโรลด์จู่โจมกะทันหันที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ ทหารนอร์เวย์ไม่ได้สวมเกราะจึงถูกตีแตกพ่าย ฮาราลด์ถูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าลำคอสิ้นพระชนม์ เรือรอดกลับไปได้เพียง 24 ลำ

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา กษัตริย์ฮาโรลด์ต้องยกทัพลงใต้ไปสู้กับวิลเลียม ดยุกแห่งนอร์ม็องดี ผู้สืบสายเลือดจากโรลโล ในยุทธการที่เฮสติงส์ กษัตริย์ฮาโรลด์สิ้นพระชนม์ และวิลเลียมได้เป็นกษัตริย์อังกฤษ นักประวัติศาสตร์ถือว่าศึกสแตมฟอร์ดบริดจ์คือจุดสิ้นสุดของยุคไวกิ้ง โจรทะเลได้กลายสภาพเป็นกษัตริย์และผู้ปกครองทั่วยุโรป (พงศาวดารแองโกล-แซกซอน ค.ศ. 1066)

VIIหมวกมีเขากับความจริงทางประวัติศาสตร์

ภาพจำยอดนิยมของชาวไวกิ้งคือนักรบสวมหมวกเกราะติดเขาโค้ง ทว่าในความเป็นจริง นักโบราณคดีไม่เคยขุดพบหมวกเหล็กติดเขาของชาวไวกิ้งเลยแม้แต่ใบเดียว

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ในสนามรบจริง หมวกติดเขาคือจุดอ่อนร้ายแรง คมอาวุธศัตรูจะเกี่ยวเขาได้ง่าย หรือหักกระแทกใส่คอผู้สวม ทั้งยังเกะกะในแนวกำแพงโล่ หมวกไวกิ้งใบเดียวที่พบในสภาพสมบูรณ์คือหมวกเยร์มุนด์บู ขุดพบในนอร์เวย์ปี ค.ศ. 1943 ตัวหมวกเป็นเหล็กทรงกลมเรียบเกลี้ยง มีหน้ากากครอบตาและจมูก ปราศจากเขายื่นออกมา

ตำนานหมวกมีเขาเกิดในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า จากกระแสโรแมนติกย้อนยุค ในปี ค.ศ. 1876 คาร์ล เอมิล โดเพลอร์ ออกแบบหมวกติดเขาสัตว์ในการแสดงอุปรากรของริชาร์ด วากเนอร์ จนกลายเป็นภาพจำติดตาคนทั่วโลก

หลักฐานชี้ว่าชาวไวกิ้งไม่ได้ป่าเถื่อน พวกเขามีสภา "ทิงก์" เพื่อตัดสินคดีและออกกฎหมาย มีช่างฝีมือชั้นเยี่ยม และมีเครือข่ายการค้าที่ไปไกลถึงแบกแดด

ต้นฉบับอ่านเองได้