Iเด็กที่กลัวหมวกของพ่อ
ในอีเลียด มีฉากหนึ่งที่เฮกเตอร์ นักรบฝ่ายทรอย กลับมาพบภรรยากับลูกเล็กก่อนออกไปรบ เขายื่นมือจะอุ้มลูก แต่เด็กร้องไห้ผวาเข้าหาพี่เลี้ยง เพราะกลัวหมวกสำริดกับพู่ขนม้าที่ส่ายอยู่เหนือศีรษะ พ่อกับแม่หัวเราะ เฮกเตอร์จึงถอดหมวกวางลง แล้วค่อยรับลูกมากอด (โฮเมอร์, อีเลียด 6.466–481)
เมืองที่ครอบครัวนี้อาศัยอยู่คือทรอย ฉากหลักของสงครามระหว่างกองทัพกรีกกับชาวเมืองในมหากาพย์ของโฮเมอร์ แต่ตัวอีเลียดเล่าเพียงช่วงหนึ่งของสงคราม เริ่มที่ความโกรธของอคิลลีส และจบลงเมื่องานศพของเฮกเตอร์เสร็จสิ้น กำแพงทรอยยังไม่พังลงในหน้าสุดท้ายของเล่ม (โฮเมอร์, อีเลียด 1.1–7; 24.782–804)
นักวิชาการมักวางช่วงก่อรูปของมหากาพย์นี้ไว้ราวศตวรรษที่ 8 ก่อน ค.ศ. เรื่องเล่าผ่านปากนักขับลำนำมาหลายชั่วคน ส่วนยุคที่มักเชื่อมโยงกับสงครามทรอยอยู่เก่ากว่านั้นหลายร้อยปี ระหว่างบทกวีกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริง จึงมีช่องว่างขนาดใหญ่
IIเนินที่มีคนมองมาก่อน
ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี ใกล้ช่องแคบดาร์ดะเนลส์ มีเนินชื่อฮิซาร์ลิก ใต้พื้นดินของมันมีทั้งกำแพง บ้านเรือน และเศษภาชนะซ้อนกันอยู่ ชื่อทรอยจะกลับมาอยู่ในข่าวจากการขุดที่นี่ แต่คนที่ชี้มาทางเนินนี้ก่อนชลีมันน์คือแฟรงก์ แคลเวิร์ต
แคลเวิร์ตเป็นชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น เขาสนใจโบราณคดีและเคยขุดสำรวจฮิซาร์ลิก ที่ดินส่วนหนึ่งบนเนินเป็นของครอบครัวเขา แคลเวิร์ตเห็นว่าที่นี่น่าจะเป็นที่ตั้งของทรอย และใน ค.ศ. 1868 เขาได้พบไฮน์ริช ชลีมันน์ พ่อค้าชาวเยอรมันผู้มีทั้งเงินและความสนใจในโลกของโฮเมอร์
ชลีมันน์เริ่มทดลองขุดใน ค.ศ. 1870 ก่อนเปิดการขุดขนาดใหญ่ในปีถัดมา ชื่อของเขาค่อย ๆ กลายเป็นชื่อที่คนผูกเข้ากับการค้นพบทรอย ขณะที่บทบาทของแคลเวิร์ตถูกพูดถึงน้อยกว่ามาก ทั้งที่เขาสำรวจพื้นที่มาก่อนและช่วยชี้ทางให้การค้นหา
IIIทองคำที่อยู่ลึกเกินไป
ชลีมันน์มุ่งลงไปหาชั้นเมืองเก่า เขาให้คนงานขุดร่องขนาดใหญ่ผ่านกลางเนิน ดินที่ถูกเปิดออกเผยว่าฮิซาร์ลิกไม่ได้มีเมืองเพียงยุคเดียว ผู้คนสร้างบ้านบนซากบ้านเก่า ซ่อมกำแพง แล้วสร้างเมืองใหม่ทับลงไปอีก การขุดอย่างรวดเร็วในช่วงแรกทำลายหลักฐานของชั้นเมืองด้านบนไปส่วนหนึ่งด้วย
ใน ค.ศ. 1873 เขารายงานการพบกลุ่มวัตถุมีค่า ทั้งภาชนะและเครื่องประดับทองคำ เขาเรียกมันว่า สมบัติของพรีอัม ตามชื่อกษัตริย์ทรอยในอีเลียด
แต่เมื่อนักโบราณคดีจัดลำดับชั้นดินและอายุวัตถุได้ดีขึ้น สมบัติกลุ่มนี้กลับอยู่ในยุคของทรอยชั้นที่สอง หรือ Troy II ราวสหัสวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ. เก่ากว่ายุคที่มักเสนอให้เป็นสงครามทรอยประมาณหนึ่งพันปี ชื่อพรีอัมจึงเป็นชื่อที่ชลีมันน์ตั้งให้ ไม่มีหลักฐานระบุว่ากษัตริย์ในมหากาพย์เคยเป็นเจ้าของทองเหล่านั้น
IVกำแพงอีกชุดหนึ่ง
วิลเฮล์ม เดอร์พเฟลด์ สถาปนิกและนักโบราณคดีที่ร่วมงานกับชลีมันน์ ช่วยแยกซากอาคารออกเป็นยุคต่าง ๆ หลังชลีมันน์เสียชีวิต เขายังกลับมาขุดต่อในทศวรรษ 1890 และหันความสนใจไปที่เมืองอีกชั้นหนึ่งซึ่งอยู่ใหม่กว่าชั้นสมบัติทองคำมาก
เมืองนั้นคือ Troy VI หรือทรอยชั้นที่หก มีกำแพงหินขนาดใหญ่ ฐานกำแพงลาดเอียง และอาคารขนาดใหญ่ภายในเขตป้อม นักโบราณคดีจัดเมืองช่วงนี้ไว้ในยุคสำริด เมืองถูกขยายและซ่อมแซมหลายครั้งก่อนพบความเสียหายครั้งใหญ่ เดอร์พเฟลด์เห็นว่าเมืองที่มีกำแพงเช่นนี้เหมาะจะเป็นทรอยของโฮเมอร์
ครั้นถึงทศวรรษ 1930 คาร์ล เบลเกนกับคณะจากมหาวิทยาลัยซินซินแนติเข้ามาขุดต่อ เขาตีความร่องรอยการพังของเมืองชั้นที่หกว่าอาจเกิดจากแผ่นดินไหว แล้วหันไปพิจารณาชุมชนที่สร้างต่อบนซากเดิม นักโบราณคดีเรียกช่วงนี้ว่า Troy VIIa หรือทรอยชั้นที่เจ็ดระยะเอ
ผู้คนยังใช้กำแพงเก่า แต่ภายในมีบ้านเรือนเบียดกันมากขึ้นและมีไหเก็บของฝังลงในพื้นบ้าน เบลเกนมองภาพนี้ว่าอาจเป็นเมืองที่เตรียมรับการปิดล้อม ทว่าบ้านที่แน่นกับภาชนะเก็บอาหารเพียงอย่างเดียว ยังบอกไม่ได้ว่าข้างนอกกำแพงมีกองทัพรออยู่จริงหรือไม่
Vเมืองที่ยื่นพ้นกำแพง
การขุดค้นรอบใหม่ภายใต้การนำของมันเฟรด คอร์ฟมันน์เริ่มใน ค.ศ. 1988 คราวนี้พื้นที่นอกป้อมได้รับความสนใจมากขึ้นด้วย ทีมสำรวจใช้เครื่องมือตรวจใต้ดินร่วมกับการขุดทดสอบ แล้วพบแนวคูที่สกัดลงไปในหินทางใต้ของป้อม รวมถึงร่องรอยบ้านเรือนยุคสำริดนอกกำแพง
ผลเหล่านี้ทำให้ภาพของทรอยกว้างออกไปจากกลุ่มอาคารบนยอดเนิน คอร์ฟมันน์เสนอว่ามีเมืองส่วนล่างล้อมรอบป้อมอยู่ และมองทรอยว่าเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค นักวิชาการคนอื่นโต้แย้งเรื่องขนาด ความหนาแน่นของผู้คน และบทบาทด้านการค้า เพราะพื้นที่ที่ขุดเห็นบ้านจริงยังมีจำกัด
สิ่งที่เพิ่มเข้ามาอย่างชัดเจนคือร่องรอยการอยู่อาศัยนอกป้อม ส่วนจะเติมบ้านลงไปบนแผนผังได้หนาแน่นแค่ไหนยังต้องตีความ
VIชื่อบนแผ่นดินเหนียว
เบาะแสอีกชุดไม่ได้มาจากใต้กำแพงทรอย แต่มาจากเอกสารของชาวฮิตไทต์ในอานาโตเลีย แผ่นดินเหนียวที่เขียนด้วยอักษรลิ่มกล่าวถึงดินแดนชื่อวิลูซา มีทั้งสนธิสัญญากับผู้ปกครองของดินแดนนี้ และจดหมายที่ย้อนถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับวิลูซา (สนธิสัญญาอาลักซันดูกับมูวาทัลลีที่ 2, CTH 76; จดหมายทาวากาลาวา, CTH 181)
นักวิชาการจำนวนมากเชื่อมวิลูซากับอิลิออส ชื่ออีกชื่อหนึ่งของทรอยในภาษากรีก โดยดูทั้งความใกล้เคียงของชื่อและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่อนุมานได้จากเอกสาร ถ้าการระบุตรงกัน เมืองบนเนินฮิซาร์ลิกก็อาจเป็นเมืองหลวงของดินแดนที่ปรากฏในบันทึกการเมืองยุคสำริด
การเชื่อมชื่อนี้ยังมีข้อถกเถียง และเอกสารฮิตไทต์ก็ไม่ได้เล่าสงครามแบบเดียวกับอีเลียด ไม่มีข้อความในเอกสารสองชิ้นนี้ที่ยืนยันฉากเฮกเตอร์ถอดหมวกอุ้มลูก หรือระบุว่าความขัดแย้งที่กล่าวถึงคือสงครามครั้งเดียวกับที่โฮเมอร์เล่า
VIIจริงแค่ไหน
ยังถกเถียง นักโบราณคดีพบว่าเมือง Troy VIIa จบลงด้วยการทำลายและไฟไหม้ ซึ่งมักกำหนดอายุไว้ราว 1180 ปีก่อน ค.ศ. ร่องรอยเหล่านี้ทำให้นักวิจัยบางคนเห็นว่าเมืองอาจถูกโจมตี แต่ยังระบุตัวผู้โจมตีไม่ได้ และไม่อาจนับจากชั้นเถ้าถ่านว่ามีการล้อมเมืองนานเท่าไร
ทรอยชั้น VI และ VIIa จึงเป็นสองช่วงที่ถูกนำมาเทียบกับฉากหลังของมหากาพย์อยู่เสมอ ทั้งกำแพง อายุของเมือง และร่องรอยการทำลายอยู่ในวงสนทนานั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ผูกทั้งหมดเข้ากับสงครามครั้งเดียวตามเรื่องเล่าได้แน่นอน
คำตอบเรื่องเมืองกับเรื่องสงครามจึงไปได้ไกลไม่เท่ากัน ฮิซาร์ลิกคือแหล่งเมืองโบราณที่ยอมรับกันว่าเป็นที่ตั้งของทรอย ส่วนพรีอัม เฮกเตอร์ และอคิลลีสยังเป็นบุคคลที่รู้จักผ่านบทกวี ซากกำแพงมีให้ขุดตรวจได้ แต่ยังไม่มีสิ่งใดระบุว่าประตูบานไหนคือประตูที่เฮกเตอร์เดินกลับออกไปรบ
ต้นฉบับอ่านเองได้
- โฮเมอร์, อีเลียด เล่ม 1, 6 และ 24 (คำแปลอังกฤษ Samuel Butler)
- เอกสารฮิตไทต์: สนธิสัญญาอาลักซันดูกับมูวาทัลลีที่ 2 (CTH 76) และจดหมายทาวากาลาวา (CTH 181)
- Schliemann Museum, Calvert: ประวัติแคลเวิร์ตและการเริ่มขุดของชลีมันน์
- Carl W. Blegen และคณะ, Troy: Excavations Conducted by the University of Cincinnati, 1932–1938, เล่ม III–IV
- มหาวิทยาลัยทือบิงเงิน, Grabungen und Forschungen 1987–2012: รายงานภาพรวมโครงการทรอย
- Manfred Korfmann, Was There a Trojan War?, Archaeology, 2004: มุมมองของผู้อำนวยการขุดค้น พร้อมบทประกอบเรื่องโฮเมอร์และเอกสารฮิตไทต์