Iนิมิตและเกาะโคลน
ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ชนเผ่าเม็กซิกาเร่ร่อนเข้ามาในหุบเขาเม็กซิโก ในเวลานั้นพื้นที่รอบทะเลสาบเต็กซ์โกโกถูกนครรัฐเจ้าถิ่นจับจองไปหมดแล้ว ผู้มาใหม่จึงถูกผลักไสให้ไปอยู่บนเกาะลุ่มน้ำขังกลางทะเลสาบ (โกเด็กซ์ เมนโดซา, หน้า 2r)
ตามตำนาน เทพเจ้าวิซิโลโปชต์ลีทรงบอกให้พวกเขาหาที่สร้างเมือง ณ จุดที่พบนกอินทรีเกาะบนต้นกระบองเพชรคาบงูอยู่ ผู้นำเผ่าเห็นภาพนั้นบนโขดหินกลางบึงในปี ค.ศ. 1325 จึงเริ่มตั้งถิ่นฐาน นิมิตนี้กลายเป็นตราสัญลักษณ์บนธงชาติเม็กซิโกในเวลาต่อมา
แต่นักประวัติศาสตร์ชี้ว่าความเป็นจริงต่างจากตำนาน เกาะที่ชาวเม็กซิกาได้มาเป็นเพียงสันดอนโคลนล้อมรอบด้วยน้ำกร่อย พวกเขาต้องอยู่ที่นั่นเพราะไม่มีแผ่นดินอื่นให้ไป จึงเริ่มปลูกกระท่อมกกและขยายเกาะด้วยตนเอง
IIแผ่นดินที่ลอยอยู่เหนือน้ำ
เนื่องจากพื้นที่ดินแข็งมีน้อย ชาวเม็กซิกาจึงสร้างแปลงเกษตรที่เรียกว่า ชินัมปา แม้คนมักเรียกว่า "สวนลอยน้ำ" แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ลอย พวกเขาปักไม้เป็นกรอบในน้ำตื้น แล้วขุดโคลนก้นบึงที่มีธาตุอาหารสูงขึ้นมาถมทับกับพืชน้ำจนกลายเป็นแปลงดินที่ยกสูงพ้นน้ำ
ริมแปลงชินัมปามีการปลูกต้นหลิวให้รากหยั่งลงยึดดินไว้ น้ำซึมเข้าหล่อเลี้ยงพืชได้ตลอดปี ทำให้ปลูกข้าวโพด ถั่ว และพริก เก็บเกี่ยวได้ปีละหลายครั้ง นักโบราณคดีพบว่าแปลงชินัมปาขยายออกไปกว้างใหญ่จนกลายเป็นแหล่งอาหารหลักของคนนับแสน
ชาวเมืองขยายเกาะออกไปจนกลายเป็นนครใหญ่ ถนนสายหลักมีคลองขนาบข้าง เดินทางด้วยเรือแคนู มีทำนบกั้นน้ำยาว 16 กิโลเมตรแยกน้ำเค็มออกจากน้ำจืด และมีท่อหินส่งน้ำสะอาดจากเนินเขาชาปุลเตเปกข้ามสะพานเข้าสู่เมือง (กอร์เตส, จดหมายฉบับที่สอง, 1520)
IIIมหาพีระมิดและตลาดตลาเตโลลโก
ใจกลางเมืองคือลานศักดิ์สิทธิ์และมหาพีระมิดเตมโปล มายอร์ บนยอดมีวิหารแฝดสองหลัง หลังหนึ่งสีฟ้าอุทิศแด่ตลาล็อก เทพแห่งฝน อีกหลังสีแดงแด่วิซิโลโปชต์ลี เทพแห่งสงคราม นักโบราณคดีพบว่าพีระมิดนี้ถูกสร้างต่อเติมซ้อนกันถึง 7 ชั้นตามอำนาจจักรวรรดิที่เพิ่มขึ้น
เกาะเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยถนนหินยกระดับ 3 สาย บนถนนมีสะพานไม้ที่ชักยกออกได้เมื่อเกิดศึก ทำให้เมืองกลางน้ำกลายเป็นป้อมปราการที่ยากจะเข้าตี
ทางเหนือคือย่านตลาเตโลลโก ตลาดกลางแจ้งขนาดใหญ่ เบร์นัล ดิอัซ เดล กัสติโย ทหารสเปน บันทึกว่ามีผู้คนเข้ามาค้าขายวันละหลายหมื่นคน สินค้าถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ ทั้งทองคำ อัญมณี ขนนก และอาหาร ใช้เมล็ดโกโก้และผ้าฝ้ายแทนเงินตรา โดยมีเจ้าหน้าที่คอยคุมตาชั่งไม่ให้โกงกัน (ดิอัซ, ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงฯ, บท 92)
IVผู้มาเยือนจากทะเล
เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1519 เอร์นัน กอร์เตส นำทหารสเปนไม่กี่ร้อยนายพร้อมม้าและปืนไฟเดินทัพเข้าสู่หุบเขา โดยมีนักรบพื้นเมืองจากตลัซกาลาและเมืองศัตรูของชาวเม็กซิการ่วมทัพมาด้วยนับพันคน
ทหารสเปนตกตะลึงเมื่อเห็นเมืองสีขาวตระหง่านกลางน้ำ ดิอัซบันทึกว่าภาพตรงหน้างดงามราวกับเมืองในนิยายมนตรา จักรพรรดิมอนเตซูมาที่ 2 เสด็จออกมารับบนถนนหินสายใต้และพาเข้าพักในพระราชวัง (ดิอัซ, ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงฯ, บท 87–88)
แต่ไม่กี่วันต่อมา กอร์เตสที่ระแวงว่าจะถูกตัดสะพานขังไว้กลางน้ำ ได้นำกำลังเข้าควบคุมตัวมอนเตซูมาไว้ในวัง และบังคับให้พระองค์สั่งการบ้านเมืองตามความต้องการของสเปน (กอร์เตส, จดหมายฉบับที่สอง, 1520)
Vคืนแห่งความโศกเศร้า
เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1520 ระหว่างที่กอร์เตสไม่อยู่ เปโดร เด อัลบาราโด ผู้คุมทหารสเปนในเมือง หวาดระแวงว่าจะถูกลอบโจมตี จึงสั่งทหารสังหารขุนนางเม็กซิกาไร้อาวุธกลางงานเทศกาลไปหลายร้อยคน (โกเด็กซ์ ฟลอเรนไทน์, เล่ม 12 บท 20)
ชาวเมืองลุกฮือขึ้นปิดล้อมวัง เมื่อกอร์เตสกลับมา มอนเตซูมาถูกนำตัวไปเจรจาบนหลังคาแต่ถูกก้อนหินจากฝูงชนปาใส่ ไม่นานจักรพรรดิก็สิ้นพระชนม์ ฝ่ายสเปนอ้างว่าตายเพราะก้อนหินของพวกเดียวกัน แต่บันทึกพื้นเมืองระบุว่าสเปนเป็นผู้ลงมือ (ดิอัซ, ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงฯ, บท 126; โกเด็กซ์ ฟลอเรนไทน์, เล่ม 12 บท 23)
คืนวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1520 กอร์เตสพากองทัพหนีฝ่าฝนข้ามถนนหิน แต่ถูกเรือแคนูนับพันลำรุมโจมตี สะพานถูกรื้อ ทหารสเปนและตลัซกาลาถูกฟันแทงและจมน้ำตายไปเป็นจำนวนมากเพราะน้ำหนักทองคำที่พกติดตัว คืนนั้นถูกเรียกว่า ลาโนเชตริสเต หรือคืนแห่งความโศกเศร้า (ดิอัซ, ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงฯ, บท 128)
VIมฤตยูดำและการปิดล้อม
กอร์เตสหนีไปรวมกำลังใหม่ที่ตลัซกาลา ขณะเดียวกัน เตนอชทิตลันกลับเผชิญกับโรคไข้ทรพิษที่ติดมากับทหารสเปนจากชายฝั่ง ชาวพื้นเมืองไม่มีภูมิคุ้มกันจึงล้มตายเป็นเบือ กวิตลาฮวก จักรพรรดิองค์ใหม่ สิ้นพระชนม์ด้วยโรคนี้หลังครองราชย์ได้ราวสองเดือนครึ่ง เจ้าชายกวาเตม็อกจึงขึ้นเป็นผู้นำคนสุดท้าย (โกเด็กซ์ ฟลอเรนไทน์, เล่ม 12 บท 29)
กอร์เตสระดมนักรบพื้นเมืองที่แปรพักตร์มาร่วมรบเรือนหมื่น และให้ต่อเรือใบติดปืนใหญ่ 13 ลำ ขนข้ามเขามาประกอบในทะเลสาบเต็กซ์โกโก
เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1521 การปิดล้อมเริ่มขึ้น สเปนตัดท่อส่งน้ำจืดจากชาปุลเตเปก ปิดถนนหินทุกสาย และใช้เรือใบปืนใหญ่คุมผืนน้ำ ตัดเสบียงและน้ำดื่มไม่ให้เข้าสู่เกาะได้อย่างสิ้นเชิง (กอร์เตส, จดหมายฉบับที่สาม, 1522)
VIIการล่มสลาย 13 สิงหาคม
ทหารสเปนและพันธมิตรบุกเข้าไปบนถนนหินและข้ามคลองทีละก้าว ชาวเมืองสู้สุดกำลังจากหลังคาบ้าน กอร์เตสจึงสั่งให้พังบ้านเรือนและวิหารทุกหลังลงถมคลองเพื่อเปิดทางให้ม้าและปืนใหญ่
ชาวเตนอชทิตลันต้องกินรากไม้ ดื่มน้ำกร่อย และทนต่อโรคระบาด การรบร่นถอยเข้าไปจนมุมในย่านตลาเตโลลโก จนในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1521 แนวรับก็พังทลาย กวาเตม็อกถูกจับได้บนเรือแคนูขณะพยายามหลบหนี
การยอมจำนนของกวาเตม็อกปิดฉากจักรวรรดิเม็กซิกา เมืองเตนอชทิตลันถูกรื้อทำลายลงเพื่อสร้างเมืองอาณานิคมใหม่ทับลงไป ซึ่งกลายเป็นกรุงเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน (ดิอัซ, ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงฯ, บท 156; กอร์เตส, จดหมายฉบับที่สาม, 1522)
VIIIจริงแค่ไหน
เหตุการณ์การล่มสลายของเตนอชทิตลันมีบันทึกร่วมสมัยทั้งสองฝั่ง จดหมายของกอร์เตสเน้นยกย่องตนเอง ส่วนบันทึกของดิอัซเขียนขึ้นเพื่อทวงผลงานของทหาร ขณะที่โกเด็กซ์ ฟลอเรนไทน์ บันทึกมุมมองของชาวนาฮัวที่รอดชีวิต
เรื่องนิมิตนกอินทรีบนต้นกระบองเพชรเป็นตำนานการก่อตั้งเมืองของชาวเม็กซิกาเอง ปรากฏทั้งในงานสลักหินก่อนสเปนมาถึงและในโกเด็กซ์ เมนโดซา ส่วนรายละเอียดเรื่องงูในปากนกอินทรีเป็นฉบับที่แพร่หลายในยุคหลัง นอกจากนี้ ชัยชนะของสเปนไม่ได้เกิดจากปืนไฟเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยสำคัญคือกองทัพนักรบพื้นเมืองนับหมื่นที่ร่วมล้มล้างอำนาจเม็กซิกา และโรคไข้ทรพิษที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างมหาศาล ยังถกเถียง ส่วนประชากรเดิมของเมืองก่อนศึก นักวิชาการยังคงประเมินต่างกันตั้งแต่ราวหนึ่งแสนไปจนถึงกว่าสองแสนคน
ต้นฉบับอ่านเองได้
- เบร์นัล ดิอัซ เดล กัสติโย, ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของการพิชิตนิวสเปน (Historia verdadera de la conquista de la Nueva España, ราว ค.ศ. 1568; คำแปลอังกฤษ A. P. Maudslay, 1908–1916)
- เอร์นัน กอร์เตส, จดหมายรายงานฉบับที่สองและสาม (Cartas de relación, ค.ศ. 1520 และ 1522; คำแปลอังกฤษ Anthony Pagden, 1971)
- เบร์นาร์ดิโน เด ซาอากุน, โกเด็กซ์ ฟลอเรนไทน์ เล่ม 12 (Florentine Codex, Book 12, ราว ค.ศ. 1577; คำแปลอังกฤษ Arthur J. O. Anderson และ Charles E. Dibble, 1975)
- โกเด็กซ์ เมนโดซา (Codex Mendoza, ราว ค.ศ. 1541; ฉบับจำลอง Frances F. Berdan และ Patricia Rieff Anawalt, 1992)