Iสุลต่านองค์ใหม่กับป้อมริมแม่น้ำ
เมื่อสุไลมานขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1520 พระองค์รับช่วงจักรวรรดิที่แผ่จากยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงอียิปต์ ส่วนสนามรบใหญ่ในต้นรัชกาลใหม่อยู่ทางตะวันตก เป้าหมายแรกคือเบลเกรด ป้อมสำคัญของฮังการีตรงจุดที่แม่น้ำซาวาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำดานูบ
เบลเกรดเคยต้านทัพออตโตมันมาแล้ว แต่ใน ค.ศ. 1521 กองทัพของสุไลมานเข้าล้อมและยึดเมืองได้ การเสียป้อมแห่งนี้ทำให้แนวป้องกันด้านใต้ของฮังการีเปิดออก กองทัพออตโตมันมีฐานสำหรับเดินหน้าลึกเข้าไปในยุโรป (อาริฟี, สุไลมานนาเม ตอนการยึดเบลเกรด)
IIกำแพงบนเกาะโรดส์
ปีต่อมา ทิศทางการเดินทัพเปลี่ยนจากแม่น้ำไปสู่ทะเล เกาะโรดส์อยู่ใกล้ชายฝั่งอนาโตเลีย แต่ปกครองโดยคณะอัศวินเซนต์จอห์น เกาะที่มีกำแพงแข็งแรงแห่งนี้จึงเป็นเป้าหมายสำคัญอีกแห่งของสุไลมาน
การล้อมใน ค.ศ. 1522 ยืดเยื้อหลายเดือน ฝ่ายออตโตมันใช้ปืนใหญ่และขุดอุโมงค์เข้าหาแนวป้อม ฝ่ายป้องกันซ่อมกำแพงและต้านการบุกอยู่ภายใน จนถึงปลายปีจึงตกลงยอมจำนน สุไลมานอนุญาตให้อัศวินออกจากเกาะได้ พวกเขาสูญเสียฐานที่มั่น ส่วนออตโตมันได้ครองเกาะซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือใกล้แผ่นดินของตน (อาริฟี, สุไลมานนาเม ตอนการล้อมโรดส์)
IIIจากโมฮาชถึงเวียนนา
ค.ศ. 1526 สุไลมานกลับมาทางฮังการีอีกครั้ง กองทัพทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันที่โมฮาชในเดือนสิงหาคม กองทัพฮังการีพ่ายแพ้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 2 สิ้นพระชนม์ระหว่างหลบหนี ภายในเวลาไม่นาน ราชอาณาจักรก็สูญเสียทั้งกษัตริย์และขุนนางผู้บัญชาการจำนวนมาก สุไลมานเดินทัพต่อไปถึงบูดา ก่อนถอนทัพกลับในปีเดียวกัน
บัลลังก์ที่ว่างลงทำให้เกิดการแย่งสิทธิ์ระหว่างยานอช ซาโปไย กับเฟอร์ดินานด์แห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก สุไลมานสนับสนุนซาโปไย ความขัดแย้งเรื่องผู้ปกครองฮังการีจึงดึงทั้งออตโตมันและฮับส์บูร์กเข้ามาในสนามรบ ชัยชนะที่โมฮาชยังไม่ได้ทำให้ฮังการีทั้งหมดกลายเป็นดินแดนที่ออตโตมันปกครองโดยตรง
ใน ค.ศ. 1529 ทัพของสุไลมานเดินทางไกลไปถึงเวียนนา ฝนและถนนที่ยากแก่การเดินทางทำให้การขนเสบียงกับอาวุธหนักติดขัด เมื่อมาถึง กองทัพขุดอุโมงค์เพื่อระเบิดกำแพงและพยายามบุกเข้าเมือง ฝ่ายป้องกันยังยืนหยัดอยู่ได้ ครั้นเข้าสู่เดือนตุลาคมและอากาศเริ่มหนาว สุไลมานก็เลิกล้อมและถอนทัพ เวียนนายังคงอยู่ในมือฮับส์บูร์ก (อาริฟี, สุไลมานนาเม ตอนศึกฮังการีและการล้อมเวียนนา)
IVอีกชื่อหนึ่งของสุไลมาน
ระหว่างที่กองทัพเดินทางออกจากเมืองหลวง งานปกครองจักรวรรดิก็เดินต่อไป เจ้าหน้าที่ต้องสำรวจที่ดิน ลงทะเบียนรายได้ และกำหนดว่าผู้ใดมีหน้าที่ส่งภาษีเท่าไร
นักประวัติศาสตร์ออตโตมันอธิบายว่า ในรัชกาลสุไลมานมีการรวบรวมและปรับกฎของสุลต่านที่เรียกว่า คานูน ครอบคลุมเรื่องภาษี ที่ดิน และการลงโทษ กฎเหล่านี้ทำงานควบคู่กับกฎหมายศาสนาอิสลาม โดยมีนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ร่วมวางรายละเอียด ไม่ใช่กฎหมายทุกข้อเพิ่งเกิดขึ้นในรัชกาลนี้ หลายส่วนรับต่อมาจากผู้ปกครองรุ่นก่อน
ชื่อที่คนรุ่นหลังใช้เรียกพระองค์จึงมีอีกชื่อว่า คานูนี หรือผู้วางกฎหมาย นักประวัติศาสตร์เฟริดุน เอเมเจนชี้ว่าชื่อนี้แพร่หลายในงานเขียนออตโตมันภายหลัง ส่วนชาวยุโรปจดจำพระองค์ในนามสุไลมานผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อทั้งสองผูกอยู่กับสุลต่านองค์เดียว
Vฮูร์เร็มในราชสำนัก
ภายในวัง หญิงที่เข้ามาในฐานะทาสคนหนึ่งก้าวขึ้นเป็นบุคคลสำคัญในชีวิตของสุไลมาน เธอคือฮูร์เร็ม สุลต่าน ชาวยุโรปมักเรียกเธอว่าร็อกโซลานา พระองค์ทรงปล่อยเธอเป็นอิสระและอภิเษกสมรสกับเธอ การสมรสครั้งนี้ต่างจากธรรมเนียมของสุลต่านหลายพระองค์ก่อนหน้า ซึ่งมีพระโอรสกับหญิงในฮาเร็มโดยไม่ได้ยกขึ้นเป็นภรรยาตามกฎหมาย
บุสเบก ทูตของฝ่ายฮับส์บูร์กที่เข้ามายังราชสำนักในช่วงหลังของรัชกาล บันทึกถึงความผูกพันของสุไลมานกับฮูร์เร็ม และกล่าวถึงสินสมรสที่ยืนยันสถานะภรรยาของเธอ แต่เมื่อเขาเล่าความขัดแย้งเรื่องรัชทายาท เขาก็ถ่ายทอดข่าวลือที่กล่าวโทษคนในวังด้วย (บุสเบก, จดหมายจากตุรกี ฉบับที่ 1)
ใน ค.ศ. 1553 สุไลมานสั่งประหารเจ้าชายมุสตาฟา พระโอรสจากหญิงอีกคนหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ส่วนข้อกล่าวหาว่าฮูร์เร็มเป็นผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังนั้นไม่อาจถือเป็นข้อยุติจากคำบอกเล่าของทูตได้ ฮูร์เร็มมีพระโอรสของตนอยู่ในการแข่งขันสืบราชบัลลังก์ แต่หลักฐานไม่ได้เปิดให้เห็นทุกการตัดสินใจหลังประตูวัง (บุสเบก, จดหมายจากตุรกี ฉบับที่ 1)
VIโดมเหนืออิสตันบูล
ขณะที่เรื่องรัชทายาทดำเนินอยู่ งานก่อสร้างขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นบนเนินในอิสตันบูล สุไลมานมอบหมายให้มิมาร์ ซินาน สถาปนิกของราชสำนัก ออกแบบมัสยิดสุไลมานิเย งานเริ่มใน ค.ศ. 1550 และมัสยิดเปิดใช้งานใน ค.ศ. 1557 โดมใหญ่กลางอาคารมีโดมครึ่งวงกลมช่วยรับช่วงพื้นที่ และมีหออะซานสี่หอตั้งอยู่รอบลานด้านหน้า
ผู้ศึกษาสถาปัตยกรรมพบว่า กลุ่มอาคารสุไลมานิเยมีทั้งสถานศึกษา โรงพยาบาล และโรงครัวแจกอาหารอยู่ร่วมกับมัสยิด ผู้คนจึงเข้ามาที่นี่เพื่อเรียน รักษาตัว และรับอาหารด้วย
ฮูร์เร็มเสียชีวิตใน ค.ศ. 1558 หลังมัสยิดเปิดได้ไม่นาน สุสานของเธออยู่ในบริเวณเดียวกับมัสยิดที่ใช้ชื่อของสุไลมาน
VIIค่ายสุดท้ายที่ซิเกตวาร์
ค.ศ. 1566 สุไลมานซึ่งชราภาพแล้วออกนำทัพอีกครั้ง เป้าหมายหนึ่งคือป้อมซิเกตวาร์ในฮังการี การล้อมดำเนินไปท่ามกลางการต่อสู้ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสีย ระหว่างนั้นสุลต่านประชวรและสิ้นพระชนม์ในค่าย ก่อนที่ป้อมจะแตก รัชกาลซึ่งเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1520 จบลงระหว่างการเดินทัพครั้งสุดท้าย
มหาเสนาบดีโซกอลลู เมห์เม็ด ปาชาเก็บข่าวการสิ้นพระชนม์ไว้เป็นความลับช่วงหนึ่ง พร้อมส่งข่าวถึงเจ้าชายเซลิม ผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อ กองทัพยังต้องรักษาระเบียบและเดินทางกลับ บันทึกของเฟริดุน อาห์เม็ดเล่าว่า แม้ระหว่างเคลื่อนทัพก็ยังทำเสมือนสุลต่านมีพระชนม์อยู่ จนถึงเวลาประกาศข่าวอย่างเป็นทางการ (เฟริดุน อาห์เม็ด, นุซเฮตุลเอสราร์ ใบ 45b–53b)
พระศพถูกนำกลับไปยังอิสตันบูล และฝังในบริเวณสุไลมานิเย ใกล้สุสานของฮูร์เร็ม มัสยิดที่ซินานสร้างเสร็จขณะสุไลมานยังมีพระชนม์ จึงกลายเป็นสถานที่ตั้งสุสานของพระองค์ด้วย
VIIIจริงแค่ไหน
ปีครองราชย์ การยึดเบลเกรดและโรดส์ ศึกโมฮาช การล้อมเวียนนา และการสิ้นพระชนม์ที่ซิเกตวาร์มีหลักฐานจากหลายฝ่าย ส่วนสุไลมานิเยยังมีตัวอาคารและจารึกให้ศึกษา พงศาวดารของอาริฟีเขียนในราชสำนักเพื่อยกย่องสุลต่าน ขณะที่บุสเบกรับใช้ราชวงศ์คู่แข่ง เรื่องข่าวลือและแรงจูงใจส่วนตัวจึงต้องแยกออกจากเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะบทบาทของฮูร์เร็มในความขัดแย้งเรื่องรัชทายาท
ต้นฉบับอ่านเองได้
- อาริฟี, สุไลมานนาเม (Süleymannâme), ต้นฉบับหอสมุดพระราชวังทอปกาปึ H.1517; ฉบับศึกษาโดย Esin Atıl, Süleymanname: The Illustrated History of Süleyman the Magnificent, 1986
- Ogier Ghiselin de Busbecq, จดหมายจากตุรกี ฉบับที่ 1; The Life and Letters of Ogier Ghiselin de Busbecq, แปลโดย Charles Thornton Forster และ F. H. Blackburne Daniell, 1881
- เฟริดุน อาห์เม็ด, Nüzhetü’l-esrâr, ใบ 45b–53b; ตำแหน่งต้นฉบับอ้างตาม Feridun Emecen, “Süleyman I”, TDV İslâm Ansiklopedisi, 2010
- ข้อมูลประกอบสมัยใหม่: Feridun Emecen, “Süleyman I”; UNESCO, Historic Areas of Istanbul; สำนักมรดกวัฒนธรรมเทศบาลอิสตันบูล, “Süleymaniye Külliyesi”