Srivijaya · 7th–13th centuries AD

ศรีวิชัย เจ้าแห่งช่องแคบ

จากเมืองริมแม่น้ำมูซีสู่เครือข่ายเมืองท่าที่เชื่อมจีนกับอินเดีย

ยังถกเถียงเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 8 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง ศรีวิชัย เจ้าแห่งช่องแคบ
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรื่องนี้อาศัยบันทึกของพระอี้จิง จารึกภาษามลายูโบราณ และจารึกฝ่ายโจฬะ ศรีวิชัยมีหลักฐานว่ามีอยู่จริง แต่ขอบเขตอำนาจและความสัมพันธ์กับเมืองทางใต้ของไทยยังมีข้อถกเถียง

Iพระที่แวะลงจากเรือ

ค.ศ. 671 พระชาวจีนชื่ออี้จิงออกจากกว่างโจว มุ่งหน้าไปศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย ท่านเดินทางมากับเรือพ่อค้า และหลังออกทะเลราวยี่สิบวันก็ถึงเมืองที่บันทึกจีนเรียกว่าโฟซื่อ ซึ่งนักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อมโยงกับศรีวิชัย ท่านหยุดอยู่ที่นี่หกเดือนเพื่อเรียนไวยากรณ์สันสกฤต (อี้จิง, บันทึกพระพุทธศาสนาในอินเดียและหมู่เกาะทะเลใต้, ฉบับแปลทากากุสุ, บทนำ)

สิ่งที่อี้จิงบันทึกไว้ทำให้เมืองท่าแห่งนี้มีหน้าตามากกว่าจุดพักเรือ ท่านเล่าว่ามีพระมากกว่าพันรูป ศึกษาและปฏิบัติตามแบบที่ใช้ในอินเดีย ถึงกับแนะนำให้พระจากจีนที่ตั้งใจไปเรียนต่อทางตะวันตกแวะอยู่ที่นี่สักหนึ่งหรือสองปีก่อน (อี้จิง, บันทึกพระพุทธศาสนาในอินเดียและหมู่เกาะทะเลใต้, ฉบับแปลทากากุสุ, บทนำ)

IIเมืองริมแม่น้ำกับทางออกสองสาย

นักโบราณคดีพบจารึกและร่องรอยชุมชนที่สนับสนุนว่าบริเวณปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตรา เป็นศูนย์กลางสำคัญของศรีวิชัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เมืองอยู่ริมแม่น้ำมูซี แม่น้ำสายนี้เชื่อมพื้นที่ตอนในของเกาะกับทะเล สินค้าจากป่าและชุมชนต้นน้ำจึงเดินทางลงมาสู่บริเวณเมืองท่าได้ ก่อนถ่ายต่อไปกับเรือที่แล่นไกลออกไป

ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสุมาตราคือช่องแคบมะละกา คั่นเกาะกับคาบสมุทรมลายู ส่วนทางใต้คือช่องแคบซุนดา คั่นสุมาตรากับชวา ทั้งสองเป็นเส้นทางเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลด้านตะวันออก นักประวัติศาสตร์อธิบายการเติบโตของศรีวิชัยผ่านความสามารถในการควบคุมเมืองท่าและการค้าตามทางผ่านเหล่านี้ เครือข่ายของเมืองจึงทอดออกไปไกลจากริมแม่น้ำมูซี

อำนาจเช่นนี้ต้องอาศัยความสัมพันธ์กับผู้ปกครองเมืองอื่นและชุมชนตามชายฝั่ง นักวิชาการจึงมักอธิบายศรีวิชัยว่าเป็นเครือข่ายเมืองท่าที่มีศูนย์กลางอำนาจ มากกว่าจะวาดเป็นแผ่นดินผืนเดียวซึ่งมีพรมแดนตายตัว

IIIการเดินทางบนก้อนหิน

สิบเอ็ดปีหลังอี้จิงมาถึง มีข้อความอีกชนิดหนึ่งทิ้งร่องรอยของศรีวิชัยไว้ จารึกเกอดูกันบูกิตที่พบใกล้ปาเล็มบังลงศักราชตรงกับ ค.ศ. 682 เขียนด้วยภาษามลายูโบราณ กล่าวถึงผู้นำที่ใช้พระนามหรือฐานันดรว่า ดาปุนตะฮยัง การลงเรือ และการเคลื่อนกำลังทั้งทางน้ำกับทางบก ตอนท้ายมีชื่อศรีวิชัยอยู่ด้วย (จารึกเกอดูกันบูกิต, บรรทัด 1–10)

ข้อความสั้น ๆ นี้ทำให้เห็นผู้ปกครองที่รวบรวมคนและออกเดินทาง แต่เส้นทางเริ่มตรงไหน และเหตุการณ์นั้นเป็นการพิชิต การประกอบพิธี หรือการตั้งศูนย์กลางใหม่ ยังมีการตีความต่างกัน ปี 682 จึงเป็นวันที่ปรากฏในหลักฐานสำคัญ ไม่ใช่คำตอบที่แน่นอนว่าศรีวิชัยเพิ่งถือกำเนิดในปีนั้น เพราะอี้จิงบรรยายบ้านเมืองแห่งนี้ไว้ก่อนแล้ว

จารึกตาลังตูโวในบริเวณปาเล็มบัง ซึ่งลงศักราชตรงกับ ค.ศ. 684 เปิดให้เห็นอีกด้านหนึ่งของผู้ปกครอง กล่าวถึงการสร้างสวน ปลูกต้นไม้ และจัดแหล่งน้ำ พร้อมความปรารถนาให้สิ่งเหล่านั้นเป็นประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ถ้อยคำทางพุทธศาสนาปรากฏอยู่ในงานที่เกี่ยวกับอาหาร น้ำ และพื้นที่เพาะปลูกของบ้านเมืองด้วย (จารึกตาลังตูโว, บรรทัด 1–14)

IVคัมภีร์ที่ย้อนกลับมากับเรือ

หลังศึกษาในอินเดีย อี้จิงกลับมาอยู่ที่ศรีวิชัยอีกครั้งในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7 คราวนี้ท่านมีคัมภีร์สันสกฤตกลับมาด้วย และใช้เวลาที่นี่ทำงานเกี่ยวกับพระคัมภีร์และเขียนบันทึก เมืองที่เคยเป็นที่เรียนภาษาก่อนออกเดินทางจึงกลายเป็นที่ทำงานระหว่างทางกลับจีน (อี้จิง, บันทึกพระพุทธศาสนาในอินเดียและหมู่เกาะทะเลใต้, ฉบับแปลทากากุสุ, บทนำ)

บันทึกของท่านสนใจระเบียบในอาราม การเรียน และการปฏิบัติของพระ มากกว่าการสำรวจอาณาเขตของกษัตริย์ เราจึงเห็นศรีวิชัยผ่านสายตาพระผู้มาอาศัยและศึกษาอยู่จริง แต่ไม่เห็นรายละเอียดครบทุกด้าน

Vกองเรือจากอีกฟากของอ่าว

ใน ค.ศ. 1025 ผู้ที่ข้ามทะเลเข้ามาไม่ได้มีเพียงพ่อค้าหรือพระ กษัตริย์ราเชนทร์ที่ 1 แห่งราชวงศ์โจฬะในอินเดียใต้ส่งกองเรือเข้าโจมตีเมืองต่าง ๆ ในเครือข่ายศรีวิชัย จารึกสรรเสริญพระเกียรติของพระองค์ระบุชื่อศรีวิชัยและเมืองอื่นอีกหลายแห่ง พร้อมกล่าวถึงการยึดทรัพย์และจับกษัตริย์ฝ่ายตรงข้าม (จารึกราเชนทร์ที่ 1, ตอนการพิชิตกฏาหะและศรีวิชัย)

รายชื่อเมืองในจารึกทอดไปตามเส้นทางทะเล แต่บางชื่อยังระบุไม่ได้แน่นอนว่าตรงกับที่ใด และข้อความนี้เป็นเสียงของฝ่ายชนะ นักประวัติศาสตร์ยอมรับว่าการโจมตีเกิดขึ้น ส่วนเหตุผลที่โจฬะยกกองเรือมา ตั้งแต่การแข่งขันทางการค้าไปจนถึงการขยายพระเกียรติยศ ยังเป็นข้อเสนอที่ต้องแยกจากสิ่งที่จารึกบอกโดยตรง

การโจมตีทำให้อำนาจศรีวิชัยสั่นคลอน แต่ไม่ได้ทำให้เครือข่ายเมืองท่าทั้งหมดหายไปในปีเดียว นักประวัติศาสตร์ยังติดตามความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตของรัฐในสุมาตราได้หลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไป น้ำหนักของศูนย์กลางต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลง การสิ้นอำนาจของศรีวิชัยจึงไม่มีฉากจบเดียวที่ทุกเมืองดับลงพร้อมกัน

VIชื่อที่กลับมาต่อกันได้

หลายร้อยปีต่อมา ชื่อในบันทึกจีน จารึกบนคาบสมุทร และจารึกในหมู่เกาะยังเป็นปัญหาให้นักอ่านอักษรโบราณต้องเทียบเคียงกัน ใน ค.ศ. 1918 ยอร์ช เซเดส์เผยแพร่บทความเรื่องอาณาจักรศรีวิชัย นำหลักฐานคนละภาษาเข้ามาเชื่อมกัน และเสนอภาพของรัฐทางทะเลที่มีศูนย์กลางสำคัญอยู่แถบปาเล็มบัง

งานชิ้นนั้นทำให้ศรีวิชัยกลับมาเป็นเรื่องใหญ่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิภาค แต่ไม่ได้ตอบคำถามหมดทุกข้อ จารึกที่พบเพิ่มและการขุดค้นในเวลาต่อมายังทำให้ภาพของเมืองและเครือข่ายเปลี่ยนไปด้วย

VIIจริงแค่ไหน

ที่ภาคใต้ของไทย มีหลักฐานซึ่งทำให้เรื่องศรีวิชัยข้ามจากสุมาตรามาถึงคาบสมุทรอย่างชัดเจน จารึกหลักที่ 23 หรือจารึกวัดเสมาเมือง ด้านที่ลงศักราชตรงกับ ค.ศ. 775 กล่าวถึงพระเจ้าศรีวิชัยและการสร้างศาสนสถาน ส่วนที่ไชยา นักโบราณคดีพบโบราณวัตถุและร่องรอยพุทธศาสนาซึ่งสัมพันธ์กับโลกทางทะเลในยุคเดียวกัน (จารึกวัดเสมาเมือง, ด้านที่ 1)

ยังถกเถียง ความสัมพันธ์นั้นมีรูปแบบใด ไชยาเป็นศูนย์กลางระดับไหน และเคยเป็นที่ตั้งศูนย์กลางใหญ่ของศรีวิชัยในช่วงหนึ่งหรือไม่ ยังมีความเห็นต่างกัน นักวิชาการบางคนให้น้ำหนักกับบทบาทของเมืองบนคาบสมุทร ขณะที่หลักฐานในปาเล็มบังยังรองรับการเป็นศูนย์กลางยุคต้น การพบศิลปะแบบใกล้เคียงกันเพียงอย่างเดียวไม่ได้ระบุว่าเมืองเหล่านั้นอยู่ใต้กษัตริย์องค์เดียวกันเสมอไป

ชื่อศรีวิชัยจึงมีหลักฐานรองรับ ส่วนแผนที่อำนาจยังมีช่องว่างอยู่ ระหว่างก้อนหินที่จารึกคำสั่งของผู้ปกครองกับหน้าบันทึกของพระชาวจีน เรารู้ว่าเคยมีเมืองที่คนแวะลงเรือเพื่อเรียนภาษา และมีกองเรือจากอีกฟากทะเลเข้ามาโจมตี แต่รายชื่อผู้คนที่อยู่ตามท่าเรือส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกบันทึกตามมาด้วย

ต้นฉบับอ่านเองได้