Iจากราชาสู่ปฐมจักรพรรดิ
ก่อนแผ่นดินจีนจะรวมเป็นหนึ่ง ยุครณรัฐดำเนินมากว่าสองร้อยปี เจ็ดรัฐใหญ่ทำสงครามแย่งชิงอำนาจไม่หยุดหย่อน ในปี 246 ก่อน ค.ศ. อิ๋งเจิ้งวัยสิบสามปีก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นฉิน แคว้นชายแดนตะวันตกที่มีกองทัพแข็งแกร่งที่สุด
เมื่อกุมอำนาจเด็ดขาด อิ๋งเจิ้งร่วมมือกับหลี่ซือ ที่ปรึกษาคนสำคัญ เดินหน้าพิชิตรัฐคู่แข่ง กองทัพฉินพิชิตหานในปี 230 ก่อน ค.ศ. ตามด้วยเจ้า เว่ย ฉู่ เยียน และปราบฉีสำเร็จในปี 221 ก่อน ค.ศ. สิ้นสุดสงครามอันยาวนาน แผ่นดินทั้งหมดตกอยู่ใต้ผู้ปกครองคนเดียว
อิ๋งเจิ้งเห็นว่าคำว่าราชาเล็กเกินไป จึงนำคำว่า "หวง" รวมกับ "ตี้" สถาปนาฐานันดรใหม่ว่า "หวงตี้" หรือฮ่องเต้ และเรียกตนเองว่า "สื่อหวงตี้" หรือปฐมจักรพรรดิ ประกาศว่าราชวงศ์ฉินจะสืบทอดต่อไปจนถึงหมื่นชั่วคน (ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 6)
IIใต้กงล้อและตัวอักษรเดียวกัน
เมื่อรวมแผ่นดินได้ ขุนนางเสนอให้ตั้งเชื้อพระวงศ์ไปครองแคว้นตามระบบศักดินาเดิม แต่หลี่ซือคัดค้าน จิ๋นซีฮ่องเต้จึงสั่งยกเลิกระบบศักดินา แบ่งแผ่นดินเป็น 36 มณฑล ส่งข้าราชการจากส่วนกลางไปปกครองโดยไม่ให้สืบทอดตำแหน่ง พร้อมริบอาวุธทั่วแผ่นดินมาหลอมเป็นระฆังและรูปปั้นสำริดไว้ที่เมืองหลวงเสียนหยาง
ราชสำนักสั่งยกเลิกอักษรท้องถิ่น ประกาศใช้อักษรมาตรฐานคือ "เสี่ยวจ้วน" หรืออักษรตราเล็ก ทำให้ทุกถิ่นอ่านคำสั่งเดียวกันได้ ทั้งกำหนดหน่วยชั่งตวงวัดให้ตรงกัน และผลิตเหรียญสำริดปั้นเหลี่ยงเป็นเงินตราสกุลเดียว
จิ๋นซีฮ่องเต้ยังกำหนดระยะห่างล้อเกวียนให้เท่ากันคือหกฉื่อ เพื่อให้เกวียนทุกคันลงร่องถนนดินได้พอดี พร้อมตัดถนนหลวงเชื่อมจากเมืองหลวงไปยังทุกทิศ ทางเหนือสั่งเมิ่งเถียนเชื่อมกำแพงโบราณสกัดชาวซยงหนู และทางใต้สั่งขุดคลองหลิงฉวีเปิดทางลำเลียงเสบียง (ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 6)
IIIไฟเผาตำราและคดีหมอยา
การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทำให้ปราชญ์อนุรักษนิยมไม่พอใจ ในงานเลี้ยงปี 213 ก่อน ค.ศ. ปราชญ์ฉุนอี๋เยว่เตือนว่าการทิ้งแบบแผนโบราณจะทำให้ราชวงศ์อยู่ไม่ยืด หลี่ซือโต้ว่าพวกนักปราชญ์นำคัมภีร์เก่ามาตำหนิปัจจุบัน และสร้างความสับสนแก่ราษฎร
หลี่ซือเสนอให้เผาบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นอื่นทั้งหมด ริบตำราของสำนักคิดต่าง ๆ โดยเฉพาะคัมภีร์กวีนิพนธ์และคัมภีร์ประวัติศาสตร์ไปเผา ยกเว้นตำราเกษตร การแพทย์ การพยากรณ์ และการปลูกต้นไม้ ผู้ใดจับกลุ่มวิจารณ์ตำราโบราณต้องโทษประหาร (ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 6)
ในปี 212 ก่อน ค.ศ. หมอยาหรือฟางซื่อที่รับเงินไปหายาอายุวัฒนะ คว้าน้ำเหลวและกลัวความผิด จึงพากันหนีและนินทาจักรพรรดิ จิ๋นซีฮ่องเต้กริ้วจัด สั่งสอบสวนจนนำไปสู่การฝังทั้งเป็นหมอยาและนักวิชาการ 460 คน เจ้าชายฝูซูทูลทัดทาน จึงถูกเนรเทศไปคุมทัพชายแดนเหนือร่วมกับเมิ่งเถียน (ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 6)
IVน้ำอมฤตและทะเลบูรพา
หลังรอดพ้นการลอบสังหารหลายครั้ง จิ๋นซีฮ่องเต้ยิ่งหวาดกลัวความตาย พระองค์หมกมุ่นกับการหายาอายุวัฒนะ จึงส่งนักพรตสวีฝูพร้อมเด็กชายหญิงหลายพันคน แล่นเรือสู่ทะเลบูรพาเพื่อตามหาภูเขาศักดิ์สิทธิ์เผิงไหล สวีฝูและขบวนเรือหายสาบสูญไปในทะเลโดยไม่กลับมาอีกเลย
พระองค์เสด็จตรวจราชการทั่วแผ่นดินถึงห้าครั้ง และให้จารึกสรรเสริญพระองค์ไว้ตามยอดเขา (ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 6) ส่วนเรื่องที่เล่ากันว่าพระองค์เสวยยาอายุวัฒนะที่มีปรอทจนสิ้นพระชนม์ ไม่มีบันทึกไว้ใน สื่อจี้ เป็นข้อสันนิษฐานของคนยุคหลัง
Vรถบรรทุกปลาเค็มกับความลับที่ซาชิว
ในฤดูร้อนปี 210 ก่อน ค.ศ. ระหว่างเสด็จประพาสครั้งที่ห้า จิ๋นซีฮ่องเต้ประชวรหนักขณะเสด็จถึงซาชิว พระองค์สั่งร่างราชโองการมอบให้เจ้าชายฝูซูกลับมาจัดงานพระศพและสืบราชบัลลังก์ แต่ไม่ทันส่งราชโองการ ปฐมจักรพรรดิก็สิ้นพระชนม์กะทันหัน
มหาขันทีจ้าวเกาและอัครมหาเสนาบดีหลี่ซือ เกรงว่าหากฝูซูครองราชย์ พวกเขาจะเสียอำนาจ จึงปิดความตายของจักรพรรดิเป็นความลับ ปลอมราชโองการสั่งให้ฝูซูและเมิ่งเถียนปลิดชีพตนเอง แล้วยกหูไฮ่ขึ้นเป็นรัชทายาท
ท่ามกลางอากาศร้อนจัด ศพเริ่มส่งกลิ่นเหม็น จ้าวเกาสั่งให้นำรถบรรทุกปลาเค็มวิ่งตามขบวนราชรถ เพื่อให้กลิ่นคาวปลากลบกลิ่นศพตลอดทางกลับเมืองหลวง เมื่อราชโองการปลอมไปถึงชายแดนเหนือ ฝูซูร่ำไห้แล้วปลิดชีพตนเอง ส่วนเมิ่งเถียนถูกบังคับดื่มยาพิษ (ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 6 และ 87)
VIอาณาจักรหมื่นชั่วคนที่อยู่ได้สิบห้าปี
หูไฮ่ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่สอง แต่ตกเป็นหุ่นเชิดของจ้าวเกา การเกณฑ์แรงงานสร้างสุสานหลวงที่เขาหลีซาน สร้างพระราชวังอาฝางกง และกำแพงเมืองเหนือ ผนวกกับกฎหมายที่ลงโทษรุนแรง ทำให้ราษฎรเคียดแค้นทั่วแผ่นดิน
ในฤดูใบไม้ร่วงปี 209 ก่อน ค.ศ. เฉินเซิ่งและอู๋กว่าง นำทหารเกณฑ์เก้าร้อยคนไปประจำการ แต่ฝนตกหนักจนทางขาดและไปไม่ทันเวลา ตามกฎหมายฉิน ผู้ที่มาช้าต้องโทษประหาร ทั้งสองจึงก่อกบฏ การลุกฮือกลายเป็นไฟลามทุ่ง ทายาทของอดีตหกรัฐพากันจับอาวุธสู้ กองทัพฉินพ่ายแพ้ยับเยินต่อเซี่ยงอวี่ที่จวี้ลู่ในปี 207 ก่อน ค.ศ.
ในเมืองหลวง จ้าวเกาสั่งประหารหลี่ซือ แล้วบีบให้หูไฮ่ปลิดชีพตนเอง ก่อนจะยกจื่ออิงขึ้นเป็นราชาแคว้นฉิน จื่ออิงลวงฆ่าจ้าวเกาได้สำเร็จ แต่สายเกินไป ในปี 206 ก่อน ค.ศ. ทัพของหลิวปังบุกประชิดเมืองหลวง จื่ออิงนำตราแผ่นดินออกมายอมจำนน ราชวงศ์ฉินที่หวังยืนยงหมื่นชั่วคน พังทลายลงหลังรวมแผ่นดินได้เพียงสิบห้าปี (ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 6)
VIIจริงแค่ไหน
ภาพจำของจิ๋นซีฮ่องเต้ส่วนใหญ่มาจาก สื่อจี้ ของซือหม่าเชียนและนักประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น ซึ่งมีแรงจูงใจทางการเมืองในการเน้นย้ำความเหี้ยมโหดของราชวงศ์ฉิน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ราชวงศ์ฮั่น
การค้นพบทางโบราณคดียุคหลังช่วยเปิดมุมมองใหม่ ในปี 1975 ขุดพบแถบไม้ไผ่กฎหมายฉินที่สุ่ยหู่ตี้ แสดงว่ากฎหมายฉินมีระเบียบ ละเอียดรอบคอบ และคำนึงถึงเหตุสุดวิสัย เช่น หากฝนตกจนมาสาย กฎหมายให้ยกเว้นโทษหรือปรับเป็นเงิน ไม่ได้ประหารชีวิตทันทีตามที่ตำนานเล่า
กองทัพทหารดินเผาที่ขุดพบในปี 1974 ใกล้เมืองซีอาน แสดงถึงการผลิตอาวุธแบบมาตรฐาน อะไหล่หน้าไม้สามารถสับเปลี่ยนกันได้ สะท้อนการจัดการระดับสูง
ส่วนคดีเผาตำราและฝังบัณฑิต นักวิชาการมองว่ามีข้อเท็จจริงปนการขยายความ ยังถกเถียง การเผาตำราพุ่งเป้าไปที่บันทึกประวัติศาสตร์ของรัฐอื่นและแนวคิดการเมือง แต่ตำราใช้งานจริงอย่างการแพทย์และการเกษตรได้รับการยกเว้น นักวิชาการบางคนชี้ว่าราชสำนักยังเก็บสำเนาไว้ในหอหลวง ซึ่งอาจสูญหายไปเมื่อเซี่ยงอวี่เผาเมืองหลวง ส่วนเรื่องการฝังทั้งเป็น นักวิชาการบางส่วนเห็นว่าผู้ถูกลงโทษจำนวนมากเป็นนักพรตฟางซื่อ มากกว่าเป็นการกวาดล้างนักปราชญ์ขงจื๊อทั้งแผ่นดิน
ต้นฉบับอ่านเองได้
- ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ (บันทึกประวัติศาสตร์) บทที่ 6 พงศาวดารฉินสื่อหวง: บันทึกการรวมแผ่นดิน การปฏิรูประเบียบปกครอง การเผาตำรา และการสิ้นพระชนม์ (The Grand Scribe's Records, Volume 1, แปลโดย William H. Nienhauser Jr., 1994)
- ซือหม่าเชียน, สื่อจี้ บทที่ 87 ชีวประวัติหลี่ซือ: รายละเอียดแผนการจัดระเบียบราชอาณาจักร การเผาตำรา และการสมคบคิดที่ซาชิว (Records of the Grand Historian: Qin Dynasty, แปลโดย Burton Watson, 1993)
- แถบไม้ไผ่ฉินแห่งสุ่ยหู่ตี้ (Shuihudi Qin bamboo texts, ขุดพบปี 1975): เอกสารตัวบทกฎหมายและระเบียบบริหารราชการร่วมสมัยของรัฐฉิน