Iใต้เงาภูเขาที่หลับใหล
ในคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง เมืองปอมเปอีริมอ่าวเนเปิลส์ในแคว้นคัมปาเนีย คือเมืองท่าและการค้าที่คึกคัก มีโรงละคร โรงอาบน้ำ ลานประลอง และบ้านพักตากอากาศของชนชั้นสูงโรมัน เนินเขารอบเมืองอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไร่องุ่นและสวนมะกอก
เหนือเมืองขึ้นไปคือภูเขาสูงเขียวขจีที่ชาวบ้านเรียกว่าวิสุเวียส มันสงบเงียบมาหลายร้อยปีจนไม่มีใครนึกว่ามันคือภูเขาไฟ แม้ใน ค.ศ. 62 จะเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ แต่ชาวเมืองก็ซ่อมแซมบ้านเรือนขึ้นใหม่ เมื่อมีแรงสั่นไหวเตือนประปรายก่อนเกิดเหตุ ทุกคนก็มองข้ามไปเพราะความคุ้นชิน
IIเมฆรูปต้นสนของพลินี
ราวเที่ยงวันของ ค.ศ. 79 ภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดรุนแรง พ่นเสาหินบดและเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงหลายสิบกิโลเมตร บดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด
ที่เมืองมิเซนุมริมอ่าวฝั่งตรงข้าม พลินีผู้เฒ่า ผู้บัญชาการกองเรือโรมัน กำลังศึกษาหนังสือ พลินีผู้เยาว์ผู้เป็นหลานชายและมารดาอยู่ที่นั่นด้วย เมื่อมารดาเห็นกลุ่มควันประหลาดจึงเรียกให้ดู (พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.16)
"เมฆกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยังมองไม่ออกแน่ชัดจากระยะไกลเช่นนี้ว่าลอยขึ้นมาจากภูเขาลูกใด (แต่ภายหลังจึงรู้ว่ามาจากภูเขาไฟวิสุเวียส) กำลังพุ่งสูงขึ้น รูปร่างของมันข้าพเจ้าไม่อาจบรรยายให้เห็นภาพชัดเจนไปกว่าการเปรียบเทียบกับต้นสนไพน์ เพราะมันพุ่งทะยานขึ้นสู่ที่สูงในลักษณะลำต้นตรงยาว แล้วแผ่ขยายออกเป็นกิ่งก้านสาขาที่ส่วนยอด"
พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.16
พลินีผู้เฒ่าสั่งเตรียมเรือไปสำรวจ แต่เมื่อได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือจากเรกตินา สหายหญิงซึ่งวิลลาติดอยู่ใต้เชิงเขาไฟและหนีได้ทางทะเลเท่านั้น เขาจึงเปลี่ยนไปนำกองเรือรบออกช่วยชาวเมืองทันที (พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.16)
IIIหมอนกันหินและจุดจบที่สตาบิเอ
เรือแล่นฝ่าเถ้าถ่านร้อนและหินพัมมิสที่ร่วงหล่นลงมาบนดาดฟ้า ชายฝั่งตื้นเขินจนเข้าเทียบไม่ได้ พลินีผู้เฒ่าจึงเลี้ยวเรือไปเมืองสตาบิเอเพื่อพบพอมโพเนียนุสเพื่อนของเขา (พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.16)
ตกดึก แผ่นดินไหวรุนแรงจนบ้านสั่นคลอน เศษหินทับถมลานบ้านจนเกือบเปิดประตูไม่ออก ทุกคนจึงต้องหนีออกสู่ทุ่งโล่ง โดยนำหมอนมาผูกไว้บนศีรษะด้วยผืนผ้าเพื่อกันห่าหิน (พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.16)
รุ่งเช้า ท้องฟ้ายังมืดสนิท คลื่นทะเลบ้าคลั่งจนนำเรือออกไม่ได้ กลิ่นกำมะถันและเปลวไฟบีบให้ทุกคนต้องวิ่งหนี พลินีผู้เฒ่าล้มหมดสติและเสียชีวิตลงตรงนั้น สันนิษฐานว่าสำลักควันพิษ ร่างของเขาถูกพบในอีกสองวันถัดมาในสภาพสมบูรณ์คล้ายคนนอนหลับ (พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.16)
IVคืนสุดท้ายของโลกที่มิเซนุม
ที่มิเซนุม พลินีผู้น้องและมารดาต้องหนีออกจากเมือง แผ่นดินไหวรุนแรงจนรถม้าโคลงเคลง น้ำทะเลร่นถอยจนสัตว์น้ำเกยตื้น เมฆดำทึบกลิ้งลงมาปกคลุมทะเลจนมิดชิด พลินีผู้น้องปฏิเสธที่จะทิ้งมารดาไว้ข้างหลัง เขากุมมือนางและพยุงพาเดินฝ่าฝูงชนออกจากถนนใหญ่ (พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.20)
"เราเพิ่งจะได้นั่งลง คืนมืดมิดก็เข้าปกคลุม มิใช่คืนมืดที่มีเมฆหมอกหรือไร้แสงจันทร์ แต่เป็นความมืดสนิทเหมือนดั่งในห้องที่ประตูปิดแน่นและดับตะเกียงทุกดวง ท่านจะได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิง เสียงหวีดร้องของเด็ก ๆ และเสียงตะโกนของผู้ชาย... บางคนยกมือขึ้นสวดอ้อนวอนต่อทวยเทพ แต่คนส่วนใหญ่กลับปักใจเชื่อมั่นว่า บัดนี้ไม่มีเทพเจ้าหลงเหลืออยู่อีกแล้ว และคืนสุดท้ายอันไม่มีที่สิ้นสุดที่เคยได้ยินมา ได้มาถึงโลกแล้ว"
พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.20
ทั้งสองรอดชีวิตกลับมาได้เมื่อหมอกควันและเถ้าถ่านที่ปกคลุมขาวโพลนดั่งหิมะค่อย ๆ จางลง (พลินีผู้เยาว์, จดหมาย 6.20)
Vคลื่นมรณะถล่มปอมเปอี
ในปอมเปอี หินพัมมิสและเถ้าถ่านตกทับถมจนหลังคาบ้านพังถล่มทับผู้คนที่หลบภัยอยู่ภายใน ผู้คนจำนวนมากพยายามวิ่งหนีฝ่าเศษหินบนถนน
เช้าตรู่วันต่อมา เสาเถ้าถ่านเหนือปล่องภูเขาไฟยุบตัวลง เกิดเป็นคลื่นไพโรคลาสติก (pyroclastic surge) มวลก๊าซพิษและเถ้าถ่านร้อนจัดหลายร้อยองศาเซลเซียสไหลทะลักลงมาด้วยความเร็วสูง กวาดผ่านเมืองเฮอร์คิวเลเนียมและปอมเปอี
นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มเสนอว่าความร้อนเฉียบพลันคร่าชีวิตผู้คนที่ยังหนีไม่พ้นแทบทันที ก่อนที่เถ้าถ่านหนานับเมตรจะทับถมกลืนเมืองทั้งเมืองให้หายไปใต้ดินนานเกือบหนึ่งพันเจ็ดร้อยปี
VIปูนปลาสเตอร์ของฟิโอเรลลี
ใน ค.ศ. 1748 การขุดค้นปอมเปอีเริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 แห่งเนเปิลส์ โดยวิศวกรสเปน ร็อค โฆอากิน เด อัลคูบิแยร์ ในยุคแรกเน้นการค้นหาสมบัติและรูปปั้นทองสำริดไปประดับวัง
จนกระทั่ง ค.ศ. 1863 จูเซปเป ฟิโอเรลลี เข้ามาคุมการขุดค้นอย่างเป็นระบบ เขาพบว่าโพรงว่างเปล่าใต้เถ้าถ่านแข็งตัวคือช่องว่างที่เกิดจากร่างกายของเหยื่อที่เน่าเปื่อยสลายไปตามกาลเวลา
ฟิโอเรลลีจึงคิดค้นวิธีเทปูนปลาสเตอร์เหลวลงไปในโพรง เมื่อปูนแข็งตัวแล้วจึงกะเทาะเถ้าถ่านออก เผยให้เห็นหุ่นปูนในวินาทีสุดท้าย ทั้งแม่ที่นอนกอดลูก ชายที่นั่งคุดคู้เอามือปิดหน้า และสัตว์เลี้ยงที่ดิ้นรน หุ่นปูนเหล่านี้เปลี่ยนซากเมืองให้กลายเป็นอนุสรณ์ของชีวิตมนุษย์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนทั่วโลก
VIIปริศนาวันปะทุ ยังถกเถียง
นักประวัติศาสตร์เคยเชื่อว่าวิสุเวียสระเบิดในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 ตามสำเนาจดหมายของพลินีผู้เยาว์ที่คัดลอกสืบต่อกันมาในยุคกลาง
ทว่าการขุดค้นพบว่าผู้คนสวมเสื้อผ้าหนา มีเตาผิงจุดถ่านให้ความอบอุ่น มีผลไม้ฤดูใบไม้ร่วงอย่างทับทิม มะเดื่อแห้ง และเกาลัด ทั้งยังพบไหเหล้าองุ่นที่ปิดผนึกหลังฤดูเก็บเกี่ยวองุ่นในฤดูใบไม้ร่วง
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2018 คณะนักโบราณคดีของ มาสซิโม โอซานนา ขุดพบข้อความขีดเขียนด้วยถ่านบนผนังบ้านในเขตเรจิโอ 5 ระบุวันที่ 16 วันก่อนวันคาเลนด์สของเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 79 รอยถ่านที่ลบเลือนง่ายชี้ว่าเพิ่งเขียนขึ้นก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน
นักโบราณคดีส่วนใหญ่จึงเสนอว่าวันปะทุแท้จริงน่าจะเป็นวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 79 โดยตัวเลขเดิมน่าจะเกิดจากความผิดพลาดของนักคัดลอกยุคกลาง แต่นักวิชาการบางกลุ่มยังถกเถียงเรื่องการตีความเอกสาร ทำให้วันเวลาที่แน่นอนยังคงเป็นข้อถกเถียง ยังถกเถียง
ต้นฉบับอ่านเองได้
- พลินีผู้เยาว์, จดหมาย (Letters / Epistulae) เล่ม 6 จดหมายฉบับที่ 16 และฉบับที่ 20 ถึงทาซิทัส บันทึกเหตุการณ์การปะทุของวิสุเวียสและการเสียชีวิตของพลินีผู้เฒ่า แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย William Melmoth (1746), ปรับปรุงโดย F. C. T. Bosanquet (1907) ในคลัง Project Gutenberg #2811