Iคนที่หันหน้าไปทางเดียว
เมื่อบทสนทนาในเล่ม 7 เริ่มขึ้น โสเครตีสชวนเกลาคอนนึกภาพที่อยู่ใต้ดินแห่งหนึ่ง ปากถ้ำเปิดรับแสง แต่คนที่อยู่ข้างในมองไม่เห็นทางออก พวกเขาถูกล่ามขาและคอตั้งแต่เด็ก ขยับตัวไม่ได้ แม้แต่จะหันไปมองข้างหลังก็ทำไม่ได้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจึงเป็นภาพเดียวที่พวกเขาเห็นมาตลอดชีวิต (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.514a–b)
เหนือขึ้นไปทางด้านหลัง มีกองไฟลุกอยู่ห่างออกไป ระหว่างไฟกับนักโทษมีทางเดินยกระดับ และมีกำแพงเตี้ยทอดไปตามทาง โสเครตีสเปรียบกำแพงนี้กับฉากที่คนเชิดหุ่นใช้บังตัวเอง แล้วชูหุ่นให้โผล่พ้นขอบฉาก คนที่นั่งอยู่หน้าฉากจึงเห็นสิ่งที่ถูกยกขึ้นมา โดยไม่เห็นคนที่อยู่ข้างหลัง (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.514b)
มีคนเดินผ่านไปตามกำแพงพร้อมข้าวของสารพัด ทั้งรูปคน รูปสัตว์ที่ทำจากไม้ หิน และวัสดุอื่น สิ่งเหล่านี้ถูกยกสูงพ้นกำแพง บางคนพูดระหว่างเดิน บางคนเดินเงียบ ๆ เกลาคอนฟังแล้วทักว่าทั้งภาพที่เล่าและนักโทษเหล่านี้ช่างแปลก โสเครตีสตอบว่าพวกเขาก็เหมือนพวกเรานี่เอง (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.514b–515a)
IIเสียงของเงา
แสงไฟส่งเงาไปตกบนผนังฝั่งตรงข้าม นักโทษเห็นเงาของตัวเอง ของคนข้าง ๆ และของสิ่งที่ถูกหิ้วผ่านไป แต่ไม่เคยหันไปเห็นต้นทางของภาพเหล่านั้น ถ้าพวกเขาคุยกันและตั้งชื่อให้สิ่งที่เห็น ชื่อที่ใช้ก็ย่อมผูกอยู่กับภาพบนผนังซึ่งอยู่ตรงหน้าทุกวัน (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.515a–b)
โสเครตีสเติมเสียงเข้าไปในภาพสมมติ หากผนังถ้ำสะท้อนเสียงคนที่เดินผ่านด้านหลัง นักโทษจะคิดว่าเสียงนั้นมาจากที่ไหน เกลาคอนเห็นด้วยว่าพวกเขาคงคิดว่าเงาที่กำลังเคลื่อนอยู่เป็นผู้พูด (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.515b)
"สำหรับพวกเขา ความจริงคงไม่มีอะไรอื่นเลย นอกจากเงาของรูปจำลองเหล่านั้น"
เพลโต, สาธารณรัฐ 7.515c แปลจากฉบับเบนจามิน โจเวตต์
IIIเมื่อโซ่ถูกปลด
แล้วโสเครตีสก็เปลี่ยนภาพ เขาขอให้ลองคิดว่า นักโทษคนหนึ่งถูกปล่อยจากพันธนาการ และถูกบังคับให้ลุกขึ้น หันคอ เดิน แล้วมองไปทางแสง การเคลื่อนไหวฉับพลันทำให้เขาเจ็บ ส่วนแสงที่ไม่คุ้นก็แสบตาจนมองข้าวของที่เคยเห็นแต่เงาไม่ออก (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.515c–d)
คนที่ปลดเขาชี้ของซึ่งถูกหิ้วผ่านไปทีละชิ้นและให้ตอบว่ามันคืออะไร แต่เขากลับสับสน แม้อีกฝ่ายจะบอกว่าเมื่อก่อนเขาเห็นเพียงภาพลวง และตอนนี้ได้หันมาใกล้สิ่งที่มีอยู่จริงกว่า เขาก็ยังรู้สึกว่าเงาที่เคยมองนั้นจริงยิ่งกว่าของที่กำลังถูกชี้ให้ดู (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.515d)
หากถูกบังคับให้จ้องแสงไฟโดยตรง เขาจะปวดตาและหันหนี กลับไปหาสิ่งที่ตัวเองมองไหว ภาพเก่าบนผนังยังชัดเจนสำหรับเขา ส่วนของตรงหน้าไฟกลับทำให้มองลำบาก (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.515e)
IVทางชันขึ้นสู่แดด
คราวนี้มีคนลากเขาไปตามทางขึ้นที่ชันและขรุขระ ไม่ยอมปล่อยจนพ้นออกมาถึงแสงอาทิตย์ เขาทั้งเจ็บทั้งขัดเคือง เมื่อแสงสาดเข้าตาเต็มที่ เขาก็มองสิ่งที่อยู่ข้างนอกไม่เห็นเลย เกลาคอนตอบรับว่า เขาคงมองไม่เห็นทันที ต้องใช้เวลาก่อน (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.515e–516a)
สิ่งแรกที่เขาพอจะมองได้คือเงา จากนั้นจึงเป็นภาพสะท้อนของคนและสิ่งต่าง ๆ ในน้ำ แล้วค่อยเป็นตัวคนกับสิ่งของเหล่านั้นเอง เมื่อเงยขึ้นมองท้องฟ้า เขาจะมองดวงจันทร์และดวงดาวในยามกลางคืนได้ง่ายกว่ามองดวงอาทิตย์กับแสงของมันในเวลากลางวัน (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.516a–b)
ท้ายที่สุด ในภาพสมมตินี้ เขาจึงมองดวงอาทิตย์ได้ เห็นตัวดวงอาทิตย์ในที่ของมันเอง แทนที่จะเห็นเพียงภาพสะท้อนในน้ำ แล้วจึงคิดต่อไปว่าดวงอาทิตย์ทำให้เกิดฤดูกาลและปี และเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายที่เขากับเพื่อนเคยมองเห็น (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.516b–c)
Vรางวัลที่ถูกทิ้งไว้ข้างล่าง
เมื่อชายคนนั้นนึกถึงที่อยู่เก่า สิ่งที่คนในถ้ำถือว่าเป็นความรู้ และเพื่อนซึ่งยังถูกล่ามอยู่ โสเครตีสถามว่าเขาจะยินดีกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองและสงสารคนที่ยังอยู่ข้างล่างหรือไม่ เกลาคอนตอบว่าแน่นอน (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.516c)
โสเครตีสลองสมมติต่อว่า ในถ้ำอาจมีการให้เกียรติและรางวัลแก่คนที่สังเกตเงาได้ไวที่สุด คนเหล่านี้จำได้ว่าเงาใดมักมาก่อน เงาใดตามหลัง และเงาใดมาพร้อมกัน จึงคาดเดาสิ่งที่จะผ่านผนังต่อไปได้เก่งกว่าคนอื่น ถ้าชายที่ออกจากถ้ำได้ยินถึงรางวัลเหล่านี้ เขาจะยังอยากได้หรืออิจฉาผู้ชนะอยู่ไหม (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.516c–d)
เกลาคอนเห็นว่าเขาคงยอมทนทุกอย่างมากกว่าจะกลับไปคิดและใช้ชีวิตอย่างเดิม แต่โสเครตีสยังไม่ปล่อยให้เรื่องจบอยู่กลางแสงแดด เขาขอให้ลองนึกภาพชายคนเดิมกลับลงไปนั่งตรงที่เก่าอีกครั้ง ดวงตาที่เพิ่งจากแสงอาทิตย์มาจะเต็มไปด้วยความมืดทันที (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.516d–e)
VIคนกลับมาที่มองไม่เห็น
ถ้าเขาต้องแข่งดูเงากับนักโทษที่ไม่เคยออกจากถ้ำ ขณะที่ตายังปรับไม่ทัน เขาย่อมทำได้แย่และกลายเป็นตัวตลก คนอื่นจะพูดกันว่าเขาขึ้นไปข้างบนแล้วกลับลงมาพร้อมดวงตาที่เสียไป จึงไม่คุ้มแม้แต่จะลองขึ้นไป (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.516e–517a)
โสเครตีสถามต่อไปถึงคนที่จะเข้ามาปลดโซ่และพานักโทษขึ้นข้างบน หากพวกนักโทษจับคนผู้นั้นได้ พวกเขาจะฆ่าเขาหรือไม่ เกลาคอนตอบรับ ตอนนี้ยังเป็นคำถามภายในฉากสมมติ ไม่มีการเล่าว่าชายที่กลับลงถ้ำถูกฆ่าจริง และไม่มีชื่อของนักโทษคนใดปรากฏในเรื่อง (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.517a)
บทสนทนาดำเนินต่อไปจนถึงปัญหาว่า คนที่ได้ขึ้นไปแล้วจะอยู่ข้างบนตลอดได้หรือไม่ โสเครตีสกล่าวถึงผู้ที่จะดูแลนครซึ่งทั้งคู่กำลังอภิปรายกัน คนเหล่านั้นต้องกลับลงไปร่วมงานกับคนในถ้ำ เกลาคอนจึงทักว่า การให้พวกเขากลับลงมาใช้ชีวิตที่แย่กว่า ทั้งที่อยู่ข้างบนได้ จะเป็นการไม่ยุติธรรมหรือเปล่า (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.519c–d)
โสเครตีสตอบโดยอ้างถึงนครที่พวกเขากำลังวางขึ้น ผู้วางกฎหมายมุ่งให้ทั้งนครอยู่ร่วมกันได้ มิได้จัดทุกอย่างไว้เพื่อความสุขของคนกลุ่มเดียว (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.519e–520a)
VIIจริงแค่ไหน
หลักฐานของเรื่องนี้คือตัวบทของเพลโตเอง ซึ่งเปิดด้วยคำชวนให้จินตนาการถึงสภาพมนุษย์ผ่านภาพเปรียบเทียบ โสเครตีสกับเกลาคอนเป็นคู่สนทนาในงานเขียน ส่วนถ้ำ โซ่ กองไฟ และการเดินออกสู่แสงเป็นส่วนของภาพที่เล่าขึ้น ไม่มีข้อความตรงนี้ระบุสถานที่ตั้งถ้ำหรืออ้างว่ามีผู้รอดชีวิตมาให้ปากคำ (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.514a–517a)
หลังเล่าฉากกลับลงถ้ำ โสเครตีสอธิบายภาพเปรียบเทียบให้เกลาคอนฟัง แล้วทั้งคู่จึงคุยต่อถึงการศึกษาและผู้ดูแลนคร เรื่องที่อ่านได้แน่นอนจึงเป็นสิ่งที่เพลโตให้ตัวละครพูดอยู่ในบทสนทนานี้ ตัวบทไม่ได้ทำหน้าที่เป็นบันทึกถ้อยคำจริงทุกคำของโสเครตีส และชะตาของนักโทษก็ไม่ได้ถูกเล่าต่อเป็นประวัติชีวิตของบุคคลคนหนึ่ง (เพลโต, สาธารณรัฐ 7.517b–520a)
ต้นฉบับอ่านเองได้
- เพลโต, สาธารณรัฐ (Republic) เล่ม 7 ตำแหน่ง 514a–520a ตามระบบเลขสเตฟานัส ฉบับแปลอังกฤษโดย Benjamin Jowett, Project Gutenberg · คำพูดในกรอบแปลจากข้อความ “To them, I said, the truth would be literally nothing but the shadows of the images.” ที่ตำแหน่ง 515c