Iข่าวจากแนวรบทางใต้
ค.ศ. 1259 มองเคอข่านสิ้นพระชนม์ระหว่างทำศึกกับราชวงศ์ซ่งในเสฉวน ขณะนั้นกองทัพมองโกลกำลังรุกอยู่หลายทิศ กุบไล น้องชายของเขา อยู่ในแนวรบอีกด้านหนึ่งของจีน ส่วนฮูลากู น้องชายอีกคน คุมกองทัพอยู่ไกลออกไปทางตะวันตก ข่าวการตายของข่านใหญ่จึงเดินทางไปถึงแม่ทัพคนละฟากของจักรวรรดิ (หยวนสื่อ เล่ม 3–4; ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาคมองเคอข่าน)
กุบไลไม่ได้ยกทัพกลับทันที หยวนสื่อเล่าว่าเขายังเดินหน้าข้ามแม่น้ำแยงซีและล้อมเมืองเอ้อโจว ก่อนจะถอนกำลังขึ้นเหนือ ปัญหาที่รออยู่ไม่ได้มีเพียงงานศพของพี่ชาย แต่เป็นตำแหน่งสูงสุดที่ว่างลง ใครจะมีสิทธิสั่งกองทัพ เก็บทรัพยากร และแต่งตั้งคนปกครองดินแดนที่ราชวงศ์พิชิตมาได้ทั้งหมด (หยวนสื่อ เล่ม 4)
IIข่านใหญ่สองคน
ราชวงศ์ของเจงกิสข่านไม่ได้ส่งตำแหน่งข่านใหญ่จากพ่อให้ลูกชายคนโตโดยอัตโนมัติ เจ้าชายและผู้มีอำนาจต้องประชุมรับรองผู้สืบตำแหน่งในการชุมนุมที่เรียกว่าคูริลไท แต่เมื่อเจ้าชายแต่ละสายมีทั้งกองทัพและดินแดนของตนเอง การเรียกประชุมจึงไม่ได้แปลว่าทุกฝ่ายจะเดินทางมา หรือยอมรับคนที่ฝ่ายอื่นเลือก (ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาคกุบไลข่าน)
ใน ค.ศ. 1260 กุบไลให้กลุ่มผู้สนับสนุนรับรองตนเป็นข่านใหญ่ที่ไคผิง ใกล้ชายแดนจีนกับทุ่งหญ้าทางเหนือ ขณะเดียวกัน อาริกโบเค น้องชายซึ่งอยู่ในดินแดนมองโกล ก็ได้รับการยกขึ้นเป็นข่านใหญ่จากที่ประชุมอีกแห่งแถบคาราโครัม เมืองศูนย์กลางเดิมของจักรวรรดิ ไม่มีการประชุมครั้งเดียวที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับผู้ชนะร่วมกัน (หยวนสื่อ เล่ม 4; ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาคกุบไลข่าน)
ตำแหน่งเดียวมีคนอ้างสิทธิสองคน ต่างมีสายเลือดของเจงกิสข่านและกองทัพของตัวเอง การตัดสินว่าใครเป็นข่านใหญ่จึงเคลื่อนออกจากวงประชุมไปอยู่ในสนามรบ
IIIชนะน้อง แต่ไม่ได้ทั้งจักรวรรดิคืน
สงครามระหว่างพี่น้องยืดเยื้อตั้งแต่ ค.ศ. 1260 ถึง 1264 กุบไลมีฐานกำลังในจีนตอนเหนือ ส่วนอาริกโบเคอาศัยฐานในมองโกเลีย การครองคาราโครัมทำให้ฝ่ายน้องอยู่ใกล้ศูนย์กลางเก่า แต่กองทัพที่นั่นยังต้องหาเสบียงและรักษาเส้นทางส่งกำลัง เมื่อสงครามดำเนินต่อ การขาดแคลนและความแตกร้าวในหมู่ผู้สนับสนุนก็ทำให้ฝ่ายอาริกโบเคอ่อนแรงลง (ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาคกุบไลข่าน)
ในที่สุด อาริกโบเคเข้ามายอมจำนนต่อกุบไลใน ค.ศ. 1264 คู่แข่งที่อ้างตำแหน่งเดียวกันพ่ายแพ้แล้ว แต่เจ้าชายซึ่งคุมดินแดนห่างออกไปไม่ได้พร้อมใจกันคืนอำนาจทั้งหมดให้ผู้ชนะ ระหว่างที่พี่น้องรบกัน ผู้ปกครองแต่ละแถบต้องตัดสินใจเองว่าจะส่งทหารให้ใคร จะทำศึกกับใคร และจะเก็บรายได้ไว้ใช้ที่ใด (หยวนสื่อ เล่ม 5; ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาคกุบไลข่าน)
IVอีกสงครามที่ปลายจักรวรรดิ
ทางตะวันตก ฮูลากูซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับกุบไล ได้ตั้งฐานอำนาจในดินแดนอิหร่านและอิรัก ส่วนทางเหนือของทะเลแคสเปียนและทะเลดำเป็นอำนาจของสายโจชิ บุตรอีกคนของเจงกิสข่าน ผู้ปกครองสายนี้ในช่วงนั้นคือเบอร์เค ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นราชวงศ์เดียวกัน แต่มีข้อขัดแย้งเรื่องดินแดนและผลประโยชน์ในแถบคอเคซัส (ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาคฮูลากูข่านและภาควงศ์โจชิ)
เมื่อถึง ค.ศ. 1262 ความขัดแย้งกลายเป็นสงคราม กองทัพที่เคยขยายอำนาจในนามจักรวรรดิเดียวกันหันมารบกันเอง ฮูลากูอยู่ฝ่ายกุบไล ส่วนเบอร์เคสนับสนุนอาริกโบเค แต่ศึกทางตะวันตกก็มีเรื่องเขตแดนของตัวเองผูกอยู่ด้วย ต่อให้การแย่งตำแหน่งข่านใหญ่จบลง ข้อพิพาทเหล่านั้นก็ไม่ได้หายไปพร้อมกัน (ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาคฮูลากูข่าน)
Vสี่ราชสำนักบนแผ่นดินเดิม
อำนาจทางตะวันออกอยู่กับกุบไล ซึ่งประกาศชื่อราชวงศ์ว่าหยวนใน ค.ศ. 1271 และต่อมาปกครองทั้งจีนกับมองโกเลีย การตั้งราชวงศ์ไม่ได้ทำให้เขาเลิกอ้างตำแหน่งข่านใหญ่ เขาเป็นทั้งจักรพรรดิในจีนและผู้ที่อ้างความเป็นใหญ่เหนือวงศ์มองโกล แต่การอ้างตำแหน่งนั้นกับการสั่งข่านที่อยู่ไกลออกไปเป็นคนละเรื่องกัน (หยวนสื่อ เล่ม 7)
ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ดินแดนของสายโจชิที่มักเรียกกันว่าโกลเดนฮอร์ดมีศูนย์กลางแถบลุ่มแม่น้ำโวลกา และเรียกบรรณาการจากแคว้นรุส ส่วนเอเชียกลางอยู่ในเขตอำนาจของสายชากาไท อีกด้านหนึ่งคือรัฐอิลข่านของฮูลากูและผู้สืบทอดในอิหร่านกับอิรัก แต่ละข่านมีกองทัพและรายได้ของตนเอง (ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค ภาควงศ์โจชิ ภาควงศ์ชากาไท และภาคฮูลากูข่าน)
หยวน โกลเดนฮอร์ด ชากาไท และอิลข่าน คือสี่ส่วนใหญ่ที่ใช้เล่าภาพการแยกตัวครั้งนี้ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการประชุมแบ่งประเทศในวันเดียว นักประวัติศาสตร์ยังต้องติดตามเจ้าชายสายอื่นซึ่งมีอำนาจทับซ้อนอยู่ด้วย โดยเฉพาะไคดูจากสายโอเกได ผู้ต่อต้านกุบไลในเอเชียกลางอีกหลายสิบปี แผนที่สี่ส่วนจึงเรียบง่ายกว่าการแย่งอำนาจที่เกิดขึ้นจริง
VIประตูเมืองที่ข่านต้องจากไป
แม้แยกกันปกครอง ราชสำนักเหล่านี้ยังติดต่อกัน ส่งทูต และอ้างบรรพบุรุษคนเดียวกันได้ นักประวัติศาสตร์พบว่ามีการตกลงคืนดีกันราว ค.ศ. 1304 โดยยอมรับฐานะข่านใหญ่ของผู้สืบทอดกุบไลอีกครั้ง แต่ผู้ปกครองแต่ละรัฐยังคุมทหารและกิจการของตนเอง ความสัมพันธ์ในราชวงศ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีรัฐบาลเดียวกลับมาสั่งการทุกดินแดนเหมือนเดิม
ในจีน ราชวงศ์หยวนอยู่ต่อมาอีกหลายชั่วคน จนปลายราชวงศ์เกิดการกบฏและการรบแย่งพื้นที่อย่างกว้างขวาง ค.ศ. 1368 กองทัพของราชวงศ์หมิงรุกขึ้นเหนือ จักรพรรดิหยวนออกจากต้าตู เมืองหลวงซึ่งอยู่บริเวณปักกิ่งในปัจจุบัน แล้วถอยไปทางเหนือ กองทัพหมิงเข้าครองเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางของราชสำนักกุบไล (หยวนสื่อ เล่ม 47)
ปีนั้นจึงเป็นจุดสิ้นสุดของหยวนในฐานะราชวงศ์ผู้ครองจีน แต่ราชสำนักมองโกลยังอยู่ต่อทางเหนือ ตำแหน่งข่านและราชวงศ์ไม่ได้หายไปพร้อมการเสียเมืองหลวง ส่วนดินแดนตะวันตกก็แยกเส้นทางของตนไปนานแล้ว เมื่อประตูต้าตูเปลี่ยนผู้ครอง จึงไม่มีจักรวรรดิมองโกลที่รวมเป็นหนึ่งเดียวเหลืออยู่ให้พังลงพร้อมกัน (หยวนสื่อ เล่ม 47)
VIIจริงแค่ไหน
สงครามระหว่างกุบไลกับอาริกโบเค และการเสียต้าตูใน ค.ศ. 1368 มีหลักฐานชัด ส่วนที่ ยังถกเถียง คือจะถือว่าจักรวรรดิแตกขาดเมื่อใด และความเป็นจักรวรรดิเดียวกันยังเหลืออยู่มากเพียงไหนหลังสงคราม บางงานเน้นการแยกอำนาจปกครองตั้งแต่ทศวรรษ 1260 ขณะที่งานอื่นติดตามความสัมพันธ์ระหว่างข่านต่อไป การใช้ปีเดียวจึงต้องบอกให้ชัดว่ากำลังนับจุดจบของอะไร
หยวนสื่อรวบรวมขึ้นในต้นราชวงศ์หมิงโดยอาศัยเอกสารของหยวน ส่วนราชีด อัลดินเขียนในราชสำนักอิลข่านช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ทั้งสองเล่มเก็บเรื่องจากคนละด้านของโลกมองโกล และไม่ได้วางตัวห่างจากราชสำนัก เรื่องผู้ชนะ ผู้ก่อกบฏ และสิทธิในบัลลังก์จึงต้องอ่านเทียบกัน
ต้นฉบับอ่านเองได้
- หยวนสื่อ (元史) เล่ม 3–5, 7 และ 47: รัชกาลมองเคอ กุบไล และปลายราชวงศ์หยวน รวบรวมในต้นราชวงศ์หมิง
- ราชีด อัลดิน, จามิอ์ อัลตะวารีค (Jāmiʿ al-Tawārīkh): ภาคมองเคอข่าน กุบไลข่าน ฮูลากูข่าน วงศ์โจชิ และวงศ์ชากาไท; ฉบับแปลอังกฤษของ W. M. Thackston, Compendium of Chronicles (1998–1999)
- ประกอบการตรวจสอบ: Peter Jackson, “Mongols” และ “Il-khanids i. Dynastic History”, Encyclopaedia Iranica