Iนครทรงกลมริมฝั่งไทกริส
ในปี ค.ศ. 762 เคาะลีฟะฮ์อัลมันศูรแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ สร้างเมืองหลวงใหม่ริมแม่น้ำไทกริสในเมโสโปเตเมีย ชัยภูมินี้เป็นจุดตัดของเส้นทางน้ำและเส้นทางคาราวานที่เชื่อมเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับเปอร์เซียและเอเชียกลาง เมืองมีชื่อทางการว่ามะดีนะตุสสลาม หรือเมืองแห่งสันติ แต่ผู้คนรู้จักกันในชื่อแบกแดด
อัลมันศูรทรงวางผังเมืองเป็นวงกลม ล้อมด้วยกำแพงอิฐหนาสองชั้นและคูน้ำ มีประตูเมืองใหญ่สี่ทิศเปิดออกสู่บัสรา คูฟะฮ์ คูราซาน และดามัสกัส กลางเมืองเป็นที่ตั้งของพระราชวังและมัสยิดหลวง เมืองเติบโตอย่างรวดเร็วจนผู้คนขยายออกไปตั้งบ้านเรือนริมสองฝั่งน้ำ ดึงดูดทั้งพ่อค้า ช่างฝีมือ ปราชญ์ และแพทย์หลากเชื้อชาติ ทั้งชาวอาหรับ เปอร์เซีย คริสเตียน ยิว และโซโรอัสเตอร์ เข้ามาอยู่ร่วมกัน (อัลมะส์อูดี, มุรูจญ์ อัซซะฮับ)
IIความฝันของเคาะลีฟะฮ์และคลื่นการแปล
การรวบรวมตำราเริ่มตั้งแต่สมัยอัลมันศูรและฮารูน อัรรอชีด แต่ก้าวสู่จุดสูงสุดในยุคของเคาะลีฟะฮ์อัลมะอ์มูน ช่วงปี ค.ศ. 813 ถึง 833 อัลมะอ์มูนสนพระทัยปรัชญา ดาราศาสตร์ และการใช้เหตุผล ทรงสนับสนุนการแปลวิทยาการภาษากรีก ซีเรีย เปอร์เซีย และสันสกฤต สู่ภาษาอาหรับอย่างกว้างขวาง
อิบน์ อันนะดีม พ่อค้าหนังสือในแบกแดด บันทึกเรื่องเล่าว่า อัลมะอ์มูนทรงสุบินเห็นบุรุษชราผมขาวสง่างาม เมื่อตรัสถามจึงทราบว่าเป็นอริสโตเติล ปราชญ์กรีกตอบคำถามเรื่องความดีงามว่าเริ่มต้นจากเหตุผล จากนั้นจึงเป็นกฎหมายและความเห็นพ้องของสังคม (อิบน์ อันนะดีม, กิตาบ อัลฟิฮ์ริสต์)
แม้เรื่องความฝันจะดูคล้ายตำนานราชสำนัก แต่อัลมะอ์มูนส่งคณะทูตพร้อมทองคำไปยังจักรวรรดิไบแซนไทน์และอารามโบราณในซีเรียจริง เพื่อเสาะหาต้นฉบับตำราเรขาคณิต ดาราศาสตร์ การแพทย์ และปรัชญา นำกลับมาแปลในแบกแดด (อัลกิฟฏี, ตารีค อัลฮุกะมาอ์)
IIIนักแปลเอกแห่งราชสำนัก
บุคคลสำคัญที่สุดในกลุ่มนักแปลคือ ฮุนัยน์ อิบน์ อิสฮาก ชาวอาหรับคริสเตียนนิกายเนสเตอเรียนจากเมืองอัลฮีเราะฮ์ ฮุนัยน์แตกฉานทั้งภาษากรีก ซีเรีย อาหรับ และเปอร์เซีย จนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำคณะนักแปลของราชสำนัก
แทนที่จะแปลคำต่อคำจนความหมายเพี้ยน ฮุนัยน์รวบรวมต้นฉบับกรีกเรื่องเดียวกันหลายฉบับมาสอบทาน ชำระจุดคัดลอกผิด แล้วจึงแปลใจความให้เข้ากับไวยากรณ์อาหรับอย่างแม่นยำ เขาและทีมงานแปลตำราแพทย์ของกาเลนจำนวนมาก รวมถึงงานของฮิปโปเครตีส และมีส่วนในการแปลงานปรัชญากรีกด้วย (อัลกิฟฏี, ตารีค อัลฮุกะมาอ์)
มีเรื่องเล่าในตำราชีวประวัติยุคหลังว่า อัลมะอ์มูนทรงตอบแทนฮุนัยน์ด้วยทองคำหนักเท่ากับหนังสือแต่ละเล่มที่เขาแปลสำเร็จ แม้นักวิชาการปัจจุบันมองว่าเป็นเรื่องเล่าที่เสริมแต่งเพื่อเน้นความใจกว้างของกษัตริย์ แต่มันสะท้อนว่างานแปลได้รับการยกย่องและได้งบประมาณสนับสนุนมหาศาล
IVผู้ให้กำเนิดพีชคณิตและอัลกอริทึม
บรรยากาศการเรียนรู้ในแบกแดดยังนำไปสู่การคิดค้นทฤษฎีใหม่ มุฮัมมัด อิบน์ มูซา อัลเคาะวาริซมี นักคณิตศาสตร์เชื้อสายเปอร์เซียจากเควาริซม์ ทำงานค้นคว้าในราชสำนักอัลมะอ์มูน และสร้างผลงานที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์
อัลเคาะวาริซมีเขียนตำราชื่อ กิตาบ อัลญับร์ วัลมุกอบะละฮ์ คำว่า อัลญับร์ หมายถึงการย้ายพจน์ลบข้ามฝั่งสมการให้เป็นบวก กลายมาเป็นที่มาของคำว่า แอลจีบรา หรือพีชคณิต เขาจัดระบบวิธีแก้สมการเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาจริง เช่น การแบ่งมรดกตามกฎหมาย การซื้อขายที่ดิน และการขุดคลองส่งน้ำ (อัลกิฟฏี, ตารีค อัลฮุกะมาอ์)
เขายังเขียนตำราอธิบายระบบเลขฮินดูที่ใช้เลขศูนย์และระบบตำแหน่ง เมื่อตำรานี้ถูกแปลเป็นภาษาละติน ชื่อของอัลเคาะวาริซมีได้กลายมาเป็นคำว่า อัลกอริทึม ซึ่งหมายถึงขั้นตอนวิธีคำนวณที่ใช้ในวิทยาการคอมพิวเตอร์จนถึงปัจจุบัน
Vกระดาษ หอดูดาว และตลาดหนังสือ
ความรู้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วเพราะเทคโนโลยีทำกระดาษ ซึ่งรับมาจากเอเชียกลางผ่านเมืองทาลาสและซามาร์คันด์ ราชสำนักตั้งโรงงานกระดาษขึ้นในแบกแดด กระดาษมีราคาถูกกว่าหนังแกะและทนทานกว่าปาปิรัส ทำให้ตำราต่าง ๆ ถูกคัดลอกเพิ่มจำนวนได้มหาศาล
ในเมืองหลวงเกิดย่านค้าหนังสือชื่อ ตลาดซูกอัลวาร์รอกีน ซึ่งมีร้านหนังสือและร้านคัดลอกเรียงรายกว่าร้อยร้าน กลายเป็นแหล่งพบปะของนักศึกษา ปัญญาชน และกวี ที่มาอ่านหนังสือ ซื้อต้นฉบับ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดวัน
ในด้านดาราศาสตร์ อัลมะอ์มูนทรงสั่งสร้างหอดูดาวที่ย่านชัมมาซียะฮ์ในแบกแดดและบนเขาใกล้ดามัสกัส นักดาราศาสตร์ตรวจแก้ตารางดวงดาวของปโตเลมี และวัดเส้นเมริเดียนบนที่ราบเพื่อคำนวณเส้นรอบวงของโลก ซึ่งได้ผลใกล้เคียงกับขนาดจริงอย่างน่าทึ่ง (อัลมะส์อูดี, มุรูจญ์ อัซซะฮับ)
VIพายุจากทุ่งหญ้าและแม่น้ำหมึกดำ
แบกแดดยังคงรุ่งเรืองต่อมาอีกหลายร้อยปี แม้อำนาจของเคาะลีฟะฮ์จะอ่อนแอลง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1258 กองทัพมองโกลนำโดยฮูลากูข่าน หลานชายของเจงกิสข่าน ได้ยกพลปิดล้อมแบกแดด เคาะลีฟะฮ์อัลมุสตะอ์ศิมปฏิเสธที่จะยอมจำนน กองทัพมองโกลจึงระดมเครื่องยิงหินพังกำแพงและบุกเข้าสู่ตัวเมือง
ทหารมองโกลสังหารผู้คนและปล้นสะดมเมือง พระราชวัง มัสยิด และหอสมุดที่สะสมหนังสือมานานเกือบห้าร้อยปีถูกทำลาย เรื่องเล่าที่ส่งต่อกันมาในยุคหลังบอกว่า ตำราจำนวนมากถูกทิ้งลงแม่น้ำไทกริส จนน้ำกลายเป็นสีดำจากน้ำหมึก นักประวัติศาสตร์มองว่าเป็นภาพเล่าที่อาจเกินจริง แต่ความสูญเสียของเมืองนั้นเกิดขึ้นจริง
VIIจริงแค่ไหน
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้แน่นอนคือ การสร้างเมืองแบกแดด ขบวนการแปลตำราภาษากรีก เปอร์เซีย และสันสกฤต การคิดค้นพีชคณิตของอัลเคาะวาริซมี และการทำลายล้างเมืองโดยมองโกลในปี ค.ศ. 1258 ล้วนมีหลักฐานเอกสารและตำราตกทอดมาถึงปัจจุบัน
สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันคือรูปแบบแท้จริงของ บัยตุลฮิกมะฮ์ หรือบ้านแห่งปัญญา ยังถกเถียง นักเขียนยุคหลังมักวาดภาพว่าที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่หรือสถาบันการศึกษาสาธารณะที่มีหอสมุดยักษ์ คล้ายหอสมุดแห่งอเล็กซานเดอร์
แต่งานศึกษาของ ดิมิทรี กูตัส และนักวิชาการยุคใหม่ชี้ว่า ตามเอกสารโบราณ บัยตุลฮิกมะฮ์เป็นเพียงคลังหนังสือหลวงและหอจดหมายเหตุของราชสำนัก ตามแบบแผนราชวงศ์แซสซานิดของเปอร์เซีย เพื่อเก็บพงศาวดาร บันทึกดาราศาสตร์ และงานแปลที่ราชสำนักว่าจ้าง การศึกษาและแปลตำราอันกว้างใหญ่แท้จริงแล้วกระจายอยู่ทั่วเมือง ทั้งในบ้านพักของนักปราชญ์ โรงพยาบาล มัสยิด และตลาดหนังสือ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในอาคารมหาวิทยาลัยแห่งเดียวอย่างที่จินตนาการกัน
ต้นฉบับอ่านเองได้
- อิบน์ อันนะดีม, กิตาบ อัลฟิฮ์ริสต์ (Kitab al-Fihrist) บันทึกรายชื่อตำรา ผู้แปล และวงการหนังสือในกรุงแบกแดดช่วงศตวรรษที่สิบ (ฉบับแปลภาษาอังกฤษโดย Bayard Dodge, 1970)
- อัลกิฟฏี, ตารีค อัลฮุกะมาอ์ (Ta'rikh al-Hukama' / ประวัตินักปราชญ์) ประมวลชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักแปลในยุคกลาง (ฉบับชำระโดย Julius Lippert, 1903)
- อัลมะส์อูดี, มุรูจญ์ อัซซะฮับ (Muruj al-Dhahab / ทุ่งทองคำและเหมืองอัญมณี) บันทึกประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการสร้างเมืองแบกแดด (ฉบับแปลภาษาอังกฤษโดย Aloys Sprenger, 1841)
- ดิมิทรี กูตัส, ความคิดกรีก วัฒนธรรมอาหรับ (Greek Thought, Arabic Culture: The Graeco-Arabic Translation Movement in Baghdad and Early 'Abbasid Society, Routledge, 1998) งานวิจัยประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่วิเคราะห์ขบวนการแปลและสถานะที่แท้จริงของบัยตุลฮิกมะฮ์