Iบัลลังก์ของกษัตริย์เด็ก
ราว 1479 ปีก่อน ค.ศ. ฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 สิ้นพระชนม์ ผู้สืบราชบัลลังก์คือทุตโมสที่ 3 พระโอรสซึ่งยังเป็นเด็ก อียิปต์จึงมีพระนามกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว แต่ผู้ที่เข้ามาดูแลราชการคือพระมเหสีของกษัตริย์องค์ก่อน หญิงผู้นั้นชื่อฮัตเชปซุต
พระนางเป็นพระธิดาของทุตโมสที่ 1 และอภิเษกกับทุตโมสที่ 2 ซึ่งเป็นพระเชษฐาหรือพระอนุชาต่างพระมารดา ส่วนกษัตริย์เด็กประสูติจากชายาอีกองค์ ฮัตเชปซุตจึงเป็นทั้งพระปิตุจฉาและพระมารดาเลี้ยงของกษัตริย์องค์ใหม่ ชีวิตของพระนางผูกอยู่กับราชสำนักมานานก่อนรับหน้าที่ผู้สำเร็จราชการ
ช่วงแรกชื่อของพระนางยังอยู่ในฐานะพระราชินี แต่หลายปีต่อมา ฐานะนั้นเปลี่ยนไป นักอียิปต์วิทยาพบหลักฐานว่าอย่างช้าภายในปีที่ 7 ของรัชกาลทุตโมสที่ 3 ฮัตเชปซุตทรงใช้พระอิสริยยศของกษัตริย์แล้ว พระนางไม่ได้เพียงดูแลบัลลังก์แทนเด็กอีกต่อไป อียิปต์มีฟาโรห์สองพระองค์ครองราชย์ร่วมกัน โดยฮัตเชปซุตทรงเป็นฝ่ายอาวุโส
IIพระนามหญิงใต้ภาพกษัตริย์
ช่างสร้างรูปของฮัตเชปซุตไว้หลายแบบ บางองค์ยังสวมชุดสตรี แต่มีผ้าคลุมพระเศียรแบบกษัตริย์ บางองค์มีลำตัวและเครื่องแต่งกายแบบบุรุษ รวมถึงเคราปลอมที่ใช้ในภาพของฟาโรห์ นักอียิปต์วิทยาอธิบายว่ารูปเหล่านี้ใช้แบบแผนของตำแหน่งกษัตริย์ ไม่ใช่หลักฐานว่าพระนางหลอกทุกคนให้เชื่อว่าเป็นผู้ชาย
ตัวอักษรบนหินยังบอกเรื่องอีกด้าน แม้ร่างในรูปปั้นจะเป็นบุรุษ จารึกบางชิ้นก็ยังใช้รูปคำเพศหญิง และยังมีพระนามฮัตเชปซุตอยู่ นักโบราณคดีจึงไม่ได้เห็นภาพหญิงคนหนึ่งเปลี่ยนเป็นชายอย่างเรียบง่าย แต่พบทั้งเครื่องหมายของกษัตริย์และถ้อยคำที่ระบุความเป็นสตรีอยู่ด้วยกัน
บนผนังวิหาร พระนางยังมีเรื่องกำเนิดอีกแบบหนึ่ง ตามเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่จารึกไว้ เทพอามุนเสด็จไปหาพระมารดาของฮัตเชปซุต และพระนางเป็นพระธิดาของเทพ เรื่องนี้เป็นคำประกาศสิทธิ์ในราชบัลลังก์ผ่านความเชื่อของราชสำนัก ไม่ใช่บันทึกการประสูติที่นักประวัติศาสตร์รับว่าเกิดขึ้นตามนั้น (ภาพสลักและจารึกการประสูติของฮัตเชปซุต ระเบียงชั้นกลางด้านเหนือ วิหารเดียร์เอลบาฮารี)
IIIวิหารใต้หน้าผา
บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ตรงบริเวณเดียร์เอลบาฮารี วิหารของฮัตเชปซุตตั้งอยู่หน้าผาหินสูง ลานกว้างวางลดหลั่นกันสามระดับ มีทางลาดเชื่อมขึ้นไป และมีแนวเสาทอดยาวอยู่ด้านหลังแต่ละลาน เมื่อมองจากด้านหน้า เส้นตรงของอาคารตัดกับผาหินที่สูงขึ้นไปเหนือหลังคา
นักโบราณคดีอธิบายว่าวิหารนี้ใช้ประกอบพิธีถวายแด่ฮัตเชปซุตหลังสิ้นพระชนม์ และมีพื้นที่บูชาเทพหลายองค์ด้วย ส่วนสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งเป็นห้องบูชาเทพอามุนที่เจาะลึกเข้าไปในหินด้านหลังลานบนสุด รูปของพระนางในลักษณะเทพโอซิริสตั้งพิงเสาอยู่บนชั้นสูงของอาคาร
ผนังวิหารไม่ได้มีแต่ภาพถวายเครื่องบูชา ด้านหนึ่งเล่าถึงพระกำเนิด อีกด้านหนึ่งมีเรือ คนขนของ สัตว์ และต้นไม้จากแดนไกล ภาพเหล่านั้นพาเรื่องออกจากราชสำนักไปถึงดินแดนที่ชาวอียิปต์เรียกว่าพุนต์ ฮัตเชปซุตไม่ได้เสด็จไปด้วยพระองค์เอง แต่ทรงส่งคณะเดินทางไป และให้นำเรื่องการเดินทางกลับมาอยู่บนผนังวิหาร (ภาพสลักการเดินทางไปพุนต์ ระเบียงชั้นกลางด้านใต้ วิหารเดียร์เอลบาฮารี)
IVเรือที่กลับจากพุนต์
การเดินทางครั้งนี้อยู่ในปีที่ 9 ตามการนับรัชกาลทุตโมสที่ 3 ซึ่งใช้ต่อเนื่องในช่วงครองราชย์ร่วมกัน ฉากที่สลักไว้เริ่มจากกองเรืออียิปต์มาถึงพุนต์ แล้วเปลี่ยนไปเป็นการพบกันระหว่างคณะอียิปต์กับผู้นำท้องถิ่น ช่างใส่รายละเอียดของคน สัตว์ และสิ่งของไว้มาก จนเรื่องการเดินทางกินพื้นที่ต่อเนื่องไปหลายฉาก (ภาพสลักพุนต์ ผนังตะวันตกและผนังใต้ ระเบียงชั้นกลางด้านใต้)
ของที่ขนกลับมีทั้งไม้มีค่า งาช้าง และเครื่องหอม แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือต้นไม้ที่ยังมีชีวิต ภาพแสดงการนำต้นไม้ให้ยางหอมกลับอียิปต์ไปพร้อมกับสินค้าอื่น ก่อนที่เรื่องบนผนังจะเปลี่ยนเป็นการนำของมาถวายฮัตเชปซุต และการชั่งตวงสิ่งที่ได้มา (ภาพสลักพุนต์ ผนังตะวันตก ฉากบรรทุกเรือ ถวายสิ่งของ และชั่งตวง)
ในจารึกประกอบ เทพอามุนเป็นผู้ชี้ทางให้เกิดการเดินทาง นั่นคือวิธีที่ราชสำนักเล่าความสำเร็จครั้งนี้ การขนของจากต่างแดนจึงปรากฏอยู่ข้างฉากกษัตริย์ถวายเครื่องบูชาแด่เทพ ส่วนพุนต์อยู่ตรงไหนแน่ นักวิชาการยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้ แม้จะมักมองไปทางบริเวณตอนใต้ของทะเลแดงและแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ (จารึกพุนต์ ผนังตะวันตก ฉากฮัตเชปซุตเข้าเฝ้าอามุน)
Vช่องว่างในผนังหิน
ฮัตเชปซุตสิ้นพระชนม์ราว 1458 ปีก่อน ค.ศ. ช่วงที่ทรงปกครองตั้งแต่เป็นผู้สำเร็จราชการจนถึงเป็นฟาโรห์จึงกินเวลาราวสองทศวรรษ ทุตโมสที่ 3 ซึ่งมีพระนามเป็นกษัตริย์อยู่แล้ว ทรงปกครองต่อเพียงพระองค์เดียว วิหาร รูปปั้น และจารึกของฮัตเชปซุตยังอยู่ แต่ต่อมาหลายชิ้นถูกเปลี่ยนสภาพ
นักโบราณคดีพบว่าพระนามบางแห่งถูกสกัดออก บางแห่งถูกแทนด้วยพระนามกษัตริย์องค์อื่น พระรูปบนผนังหายไปทั้งร่าง ขณะที่ส่วนรอบข้างยังเหลือ ในระเบียงที่เล่าเรื่องพุนต์ ภาพฮัตเชปซุตบางฉากถูกลบไปด้วย เรื่องที่เคยเล่าว่าพระนางนำสิ่งของกลับมาถวายเทพจึงเหลือช่องว่างตรงตำแหน่งของผู้เป็นเจ้าของเรื่อง
รูปปั้นก็มีชะตาใกล้เคียงกัน คณะขุดค้นของพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนพบชิ้นส่วนจำนวนมากใกล้วิหารในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งพระเศียร ลำตัว และฐานที่แยกจากกัน นักโบราณคดีนำชิ้นส่วนมาจับคู่และประกอบขึ้นใหม่ รูปปั้นที่เห็นในพิพิธภัณฑ์วันนี้หลายองค์จึงยังมีแนวรอยต่อพาดผ่านเนื้อหิน
VIจริงแค่ไหน
การที่ฮัตเชปซุตทรงเป็นฟาโรห์ สร้างวิหาร และส่งคณะไปพุนต์ มีหลักฐานร่วมสมัยรองรับ ส่วนเรื่องที่ทุตโมสที่ 3 ทรงโกรธแค้นและรีบทำลายทุกอย่างทันทีหลังพระนางสิ้นพระชนม์ ไม่ตรงกับลำดับเวลาที่นักอียิปต์วิทยาหลายคนเสนอ การลบพระนามส่วนสำคัญมักถูกจัดไว้ในช่วงปลายรัชกาลของพระองค์ หลังฮัตเชปซุตสิ้นพระชนม์ไปแล้วราวยี่สิบปี
ยังถกเถียง เวลาเริ่มต้น ขอบเขต และเหตุผลของการลบยังไม่ลงตัว นักวิจัยต้องแยกรอยสกัดในสมัยทุตโมสที่ 3 ออกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในยุคหลังด้วย ผนังบางแห่งผ่านทั้งการแก้ภาพ การลบ และการซ่อมหลายครั้ง จึงไม่อาจนับรอยเสียหายทุกแห่งเป็นคำสั่งครั้งเดียวกันได้
พระนามไม่ได้หายไปทุกตำแหน่ง และรูปปั้นที่แตกก็ไม่ได้สูญสิ้นทุกชิ้น ใต้หน้าผาเดียร์เอลบาฮารี แนวเสาและทางลาดยังนำขึ้นไปสู่ลานชั้นบน ส่วนบนผนังระเบียง เรือจากพุนต์ยังบรรทุกต้นไม้และสินค้ากลับมา ข้างรอยสกัดที่เคยเป็นภาพของฮัตเชปซุต
ต้นฉบับอ่านเองได้
- ภาพสลักและจารึกวิหารเดียร์เอลบาฮารี: ชุดการประสูติ ระเบียงชั้นกลางด้านเหนือ และชุดการเดินทางไปพุนต์ ระเบียงชั้นกลางด้านใต้
- Édouard Naville, The Temple of Deir el Bahari, ภาค 2 (1896) และภาค 3 (1898): สำเนาภาพและจารึกโบราณ
- คณะโบราณคดีและอนุรักษ์โปแลนด์ร่วมกับอียิปต์ ณ วิหารฮัตเชปซุต: Middle Portico South (Portico of Punt) และ Analysing the destruction of Hatshepsut’s monuments
- พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน: The Female Pharaoh Hatshepsut เลขทะเบียน 29.3.3 และ Sphinx of Hatshepsut เลขทะเบียน 31.3.166
- กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุอียิปต์: Hatshepsut Temple; พิพิธภัณฑ์อารยธรรมอียิปต์แห่งชาติ: Hatshepsut