Iเสาศิลาสีดำที่ซูซา
ในฤดูหนาวปี ค.ศ. 1901 คณะสำรวจชาวฝรั่งเศส นำโดย ฌัก เดอ มอร์กอง ขุดพบท่อนหินสีดำแตกสามชิ้นใต้ดินที่เมืองซูซา ในประเทศอิหร่านปัจจุบัน เมื่อนำมาประกอบกัน มันคือเสาศิลาหินบะซอลต์สีดำทรงกรวยปลายมน สูงราว 2.25 เมตร
ผิวหินถูกสลักด้วยอักษรลิ่มภาษาแอกแคดโบราณหลายพันบรรทัด ฌ็อง-แว็งซ็องต์ เชล ผู้เชี่ยวชาญด้านอัสซีเรียวิทยา ถอดรหัสและแปลข้อความทั้งหมดอย่างรวดเร็ว เสาต้นนี้ถูกส่งไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสจนถึงทุกวันนี้
ยอดเสามีภาพสลักนูนต่ำ ด้านขวาคือเทพชามัช เทพแห่งดวงอาทิตย์และความยุติธรรม ประทับบนบัลลังก์ กำลังยื่นคทาและบ่วงเชือกวัดระยะ อันเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจการตัดสินคดี ให้แก่พระเจ้าฮัมมูราบี กษัตริย์แห่งบาบิโลน ผู้ยืนยกมือขึ้นแสดงความเคารพ (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี ภาพสลักส่วนยอด)
เสานี้มาตกอยู่ที่ซูซาเพราะราว 1,150 ปีก่อน ค.ศ. กษัตริย์ชุตฮรุก-นาฮุนเต แห่งเอลาม ยกทัพไปปล้นบาบิโลนและกวาดต้อนเสานี้มาเป็นของเชลย ข้อความบางแถวด้านล่างถูกขูดลบออก นักวิชาการเชื่อว่าเพื่อเตรียมสลักข้อความของผู้ชนะ แต่ไม่เคยมีการสลักอะไรลงไปใหม่ รอยขูดนั้นจึงยังเห็นอยู่ถึงวันนี้
IIโองการแห่งทวยเทพ
พระเจ้าฮัมมูราบีครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่หกแห่งราชวงศ์บาบิโลนที่หนึ่ง ราว 1,792 ถึง 1,750 ปีก่อน ค.ศ. พระองค์รวบรวมนครรัฐต่าง ๆ ในเมโสโปเตเมียเข้าด้วยกันจนเป็นจักรวรรดิ เมื่อบ้านเมืองสงบ พระองค์จึงทรงประกาศประมวลกฎหมายเพื่อจัดระเบียบแผ่นดิน
คำนำบนเสาศิลาระบุว่า เทพอนุและเทพเอ็นลิล มอบอำนาจปกครองให้แก่เทพมาร์ดุกแห่งบาบิโลน และเรียกขานนามของฮัมมูราบี เพื่อให้นำความยุติธรรมมาสู่แผ่นดิน กำจัดคนชั่ว และไม่ให้ผู้แข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอ (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี คำนำ)
ฮัมมูราบีบรรยายถึงการบูรณะวิหาร ขุดคลองส่งน้ำ และดูแลราษฎรทั่วทุกเมือง พระองค์ประกาศตนเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดูแลฝูงแกะของทวยเทพ ทำให้กฎหมายบนเสานี้มีความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะโองการจากสวรรค์ (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี คำนำ)
IIIศาลและการกล่าวหา
ประมวลกฎหมายมีทั้งหมด 282 มาตรา เริ่มต้นด้วยกฎเกณฑ์ในศาลเพื่อสกัดการใส่ร้าย มาตราแรกระบุว่า หากผู้ใดกล่าวหาผู้อื่นว่าฆ่าคน แต่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ผู้กล่าวหาจะต้องถูกประหารชีวิต (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 1)
หากกล่าวหาเรื่องเวทมนตร์คาถา ผู้ถูกกล่าวหาต้องกระโดดลงแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ หากจมน้ำตายถือว่าผิดจริง ผู้กล่าวหาจะได้ริบทรัพย์ แต่หากรอดชีวิต ผู้กล่าวหาจะถูกประหารชีวิต และผู้บริสุทธิ์จะได้บ้านของผู้กล่าวหา (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 2)
หากผู้พิพากษาตัดสินคดีและประทับตราบนแผ่นดินเหนียวแล้ว แต่กลับคำตัดสินในภายหลัง จะต้องจ่ายค่าปรับสิบสองเท่าของมูลค่าฟ้องร้อง และถูกถอดถอนจากตำแหน่งตลอดชีวิต (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 5)
IVสามชนชั้นในบาบิโลน
กฎหมายแบ่งคนในสังคมออกเป็นสามชนชั้น ชนชั้นแรกคือ อะวีลุม หรือเสรีชนชั้นสูง ได้แก่ขุนนางและเจ้าของที่ดิน ชนชั้นที่สองคือ มุชเกนุม หรือสามัญชนเสรีที่พึ่งพิงวังหรือวิหาร และชนชั้นล่างสุดคือ วาร์ดุม หรือทาส ซึ่งเป็นเชลยศึกหรือผู้ขายตัวขัดดอก
ทาสของวังหรือของมุชเกนุมแต่งงานกับหญิงเสรีชนได้ และลูกที่เกิดมาไม่ต้องเป็นทาส (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 175) หากเสรีชนตกเป็นหนี้จนต้องจำนองลูกหรือภรรยาไปทำงานขัดดอก กฎหมายกำหนดให้ทำงานได้ไม่เกินสามปี ปีที่สี่ต้องปล่อยตัวเป็นอิสระ (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 117) หากปีใดพืชผลเสียหายจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม ให้ยกเว้นดอกเบี้ยในปีนั้น (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 48)
Vตาต่อตา ฟันต่อฟัน
หลักการลงโทษอันโด่งดังคือการตอบแทนความผิดด้วยผลเท่ากัน แต่ใช้บังคับเฉพาะกับคนในชนชั้นเดียวกันเท่านั้น
หากชายคนใดทำลายตาของเสรีชน ตาของเขาก็จะถูกทำลายเป็นการตอบแทน หากทำกระดูกหัก กระดูกของเขาก็จะถูกหัก (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 196–197) และหากทำให้ฟันของคนชนชั้นเดียวกันหลุด ฟันของเขาก็จะถูกเคาะหลุดเช่นกัน (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 200)
แต่หากทำร้ายข้ามชนชั้น โทษจะเปลี่ยนเป็นเงิน หากเสรีชนทำลายตาหรือหักกระดูกของมุชเกนุม เขาจ่ายค่าปรับหนึ่งมินา (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 198) หากหักฟัน จ่ายหนึ่งในสามมินา (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 201) และหากทำลายตาหรือหักกระดูกทาส จ่ายค่าชดเชยครึ่งหนึ่งของราคาทาสให้แก่เจ้าของ (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 199)
หากคนชั้นล่างล่วงเกินคนชั้นสูง ชายที่ตบหน้าผู้มีสถานะสูงกว่าจะถูกเฆี่ยนหกสิบครั้งด้วยแส้หนังวัวในที่สาธารณะ (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 202) ส่วนทาสที่ตบหน้าเสรีชนจะถูกตัดหู (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 205)
VIความรับผิดชอบของช่างและหมอ
กฎหมายยังกำหนดความรับผิดชอบในวิชาชีพไว้อย่างเข้มงวด หากช่างก่อสร้างบ้านแล้วบ้านพังลงมาทับเจ้าของบ้านตาย ช่างผู้นั้นจะต้องถูกประหารชีวิต หากทำให้ลูกชายเจ้าของบ้านตาย ลูกชายของช่างก็จะต้องถูกประหารชีวิตด้วย (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 229–230) และช่างต้องสร้างบ้านที่พังขึ้นใหม่ด้วยทุนของตัวเอง (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 232)
สำหรับแพทย์ผ่าตัด หากผ่าตัดรักษาแผลหรือดวงตาให้เสรีชนจนหายดี จะได้ค่าตอบแทนสิบเชเกล แต่หากทำให้คนไข้เสรีชนเสียชีวิตหรือตาบอด แพทย์จะถูกตัดมือทั้งสองข้างทิ้ง (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 215, 218) หากคนไข้เป็นทาส แพทย์เพียงชดใช้ทาสคนใหม่ให้แก่เจ้าของ (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี มาตรา 219)
VIIจริงแค่ไหน
เสาศิลาของฮัมมูราบีเป็นโบราณวัตถุของจริงที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ทว่าคำถามที่ว่ากฎหมายทั้ง 282 มาตรานี้ถูกนำไปใช้ในศาลจริงหรือไม่ ยังคงเป็นข้อถกเถียงของนักประวัติศาสตร์ ยังถกเถียง
จากแผ่นดินเหนียวบันทึกคดีความจริงหลายพันแผ่นในยุคบาบิโลน นักวิชาการแทบไม่พบเอกสารคดีที่อ้างถึงประมวลกฎหมายบนเสานี้โดยตรง คำตัดสินคดีดำเนินไปตามจารีตท้องถิ่นและการไต่สวนของสภาผู้อาวุโส นักวิชาการส่วนใหญ่จึงเห็นว่า เสานี้ไม่ใช่ประมวลกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ศาลต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่เป็นอนุสาวรีย์แสดงความยุติธรรมในอุดมคติ และเป็นการประกาศเกียรติคุณของกษัตริย์ต่อทวยเทพ
ต้นฉบับอ่านเองได้
- ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย C. H. W. Johns ในชื่อ The Oldest Code of Laws in the World (1903)
- ฌ็อง-แว็งซ็องต์ เชล, บันทึกความทรงจำของคณะผู้แทนในเปอร์เซีย เล่ม 4: ประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี (Mémoires de la Délégation en Perse, Tome IV: Code des lois de Hammurabi, 1902)