Iวันที่พ่อไม่กลับมา
ก่อนจะมีชื่อว่าเจงกิสข่าน เขาคือเตมูจิน เด็กชายที่เกิดราว ค.ศ. 1162 ในครอบครัวผู้นำมองโกล พ่อชื่อเยซูเก แม่ชื่อโฮเอลุน ทุ่งหญ้าที่เขาเติบโตยังไม่มีข่านคนเดียวปกครอง ผู้คนขึ้นกับหัวหน้าหลายกลุ่ม ญาติและพันธมิตรของบ้านหนึ่งอาจเป็นศัตรูของอีกบ้าน (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 54–68)
พงศาวดารเล่าว่า เมื่อเตมูจินอายุเก้าขวบ เยซูเกพาลูกไปหมั้นหมายกับเด็กหญิงชื่อเบอร์เต แล้วฝากเขาไว้กับครอบครัวฝ่ายหญิง ระหว่างทางกลับ เยซูเกแวะร่วมวงกินอาหารกับชาวตาตาร์ คนในวงจำได้ว่าเขาเป็นศัตรูเก่าและลอบใส่ยาพิษ เยซูเกกลับถึงที่พักในสภาพป่วยหนัก ส่งคนไปตามลูก แล้วเสียชีวิต (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 61–68)
เตมูจินจึงกำพร้าพ่อ แต่ยังมีแม่อยู่ เมื่อผู้นำสิ้นชีวิต ผู้คนที่เคยอยู่ด้วยก็ทยอยจากไป พงศาวดารบรรยายว่าโฮเอลุนพยายามรั้งพวกเขาไว้ ท้ายที่สุดครอบครัวก็ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง พร้อมเด็ก ๆ ที่ยังต้องหาอาหารเลี้ยงปากท้อง (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 69–73)
IIครอบครัวริมแม่น้ำ
ภาพวัยเด็กในพงศาวดารไม่ได้มีฝูงสัตว์อุดมสมบูรณ์ โฮเอลุนเก็บผลไม้และขุดรากพืชริมแม่น้ำ ส่วนลูก ๆ ช่วยกันจับปลา อาหารที่หาได้กลายเป็นเรื่องทะเลาะภายในบ้าน เตมูจินกับน้องชายร่วมกันฆ่าเบกเตอร์ พี่น้องต่างแม่ หลังขัดแย้งกันเรื่องของกิน ผู้เล่าเก็บเหตุการณ์นี้ไว้พร้อมคำตำหนิของแม่ ไม่ได้เล่าแต่วีรกรรมของข่านในอนาคต (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 74–78)
IIIเพื่อนร่วมสาบาน
เมื่อโตขึ้น เตมูจินกลับไปรับเบอร์เตมาเป็นภรรยา เขานำเสื้อขนสัตว์ที่ได้จากครอบครัวของเธอไปมอบให้โทกริล ผู้นำชาวเคเรอิตซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมสาบานของพ่อ ของกำนัลชิ้นนี้ผูกเขาเข้ากับผู้มีอำนาจที่พร้อมช่วยรวบรวมคนให้ (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 94–96)
ไม่นาน ชาวเมร์คิตบุกมาจับเบอร์เตไป เตมูจินขอกำลังจากโทกริลและจามูคา เพื่อนร่วมสาบานของตน ทั้งสามฝ่ายร่วมกันโจมตีเมร์คิตและนำเธอกลับมาได้ ตอนนั้นจามูคายังเป็นคนที่เขาพึ่งพา ทั้งสองเคยแลกของและสาบานเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 97–117)
แต่ความใกล้ชิดไม่ได้คงอยู่ เตมูจินกับจามูคาแยกค่าย ผู้คนเลือกว่าจะติดตามใคร และทั้งคู่กลายเป็นคู่แข่ง สงครามบนทุ่งหญ้ายืดเยื้ออีกหลายปี พันธมิตรเปลี่ยนข้างได้ แม้แต่โทกริลก็ลงเอยด้วยการรบกับคนที่เคยรับไว้ใต้ความคุ้มครองของตน (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 118–129, 164–185)
IVธงขาวเหนือทุ่งหญ้า
เตมูจินเอาชนะเคเรอิตใน ค.ศ. 1203 และไนมานใน ค.ศ. 1204 อำนาจของคู่แข่งรายใหญ่ค่อย ๆ พังลง จามูคาถูกนำตัวมามอบให้เขาในเวลาต่อมา และถูกประหารตามเรื่องที่พงศาวดารบันทึกไว้ คนที่เคยร่วมค่ายเดียวกันจึงไม่ได้อยู่เห็นการประชุมครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 185–201)
ค.ศ. 1206 บรรดาผู้นำมาชุมนุมกันแถบต้นแม่น้ำโอนอน ในการประชุมที่เรียกว่าคูรุลไต มีการตั้งธงขาวเก้าชายและยกเตมูจินขึ้นเป็นเจงกิสข่าน ครั้งนี้เขาอยู่เหนือกลุ่มต่าง ๆ ที่รวมเข้ามาใต้อำนาจแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงหัวหน้าของผู้ติดตามค่ายหนึ่ง (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 202)
หลังชัยชนะมีการจัดผู้คนเป็นหน่วยพันและแต่งตั้งผู้บังคับบัญชา พงศาวดารไล่ชื่อผู้ได้รับตำแหน่ง ตลอดจนเล่าว่าแต่ละคนเคยช่วยข่านไว้อย่างไร กองกำลังที่เติบโตจากเครือญาติและพันธมิตรถูกจัดให้อยู่ในสายบังคับบัญชาของผู้ปกครองคนเดียว พร้อมหน่วยองครักษ์ที่มีหน้าที่และเวรยามกำหนดไว้ (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 202–234)
Vเมืองหลังกำแพง
นอกทุ่งหญ้าออกไปคือรัฐที่มีเมือง กำแพง และกองทัพของตนเอง ทางใต้มีซีเซี่ยของชาวตังกุต เจงกิสข่านทำสงครามจนผู้ปกครองซีเซี่ยยอมอ่อนน้อมใน ค.ศ. 1209 พร้อมผูกสัมพันธ์ด้วยการสมรส แต่ความสัมพันธ์นี้ยังไม่ใช่จุดจบของสงครามระหว่างสองฝ่าย (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 249–250)
ค.ศ. 1211 เขาเปิดศึกกับราชวงศ์จิน ซึ่งปกครองจีนตอนเหนือ กองทัพมองโกลเคลื่อนผ่านแนวป้องกันและเข้าตีเมืองต่าง ๆ สงครามครั้งนี้กินเวลาหลายปี ฝ่ายจินย้ายราชสำนักลงใต้ ก่อนที่จงตู เมืองหลวงเดิมในบริเวณปักกิ่งปัจจุบัน จะตกเป็นของมองโกลใน ค.ศ. 1215 เมืองถูกปล้นและทำลาย แต่ราชวงศ์จินยังไม่สิ้นสุดลงในชีวิตของเจงกิสข่าน (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 247–253)
VIกองทัพมุ่งตะวันตก
ทางตะวันตกมีจักรวรรดิควารัซม์ ครอบคลุมดินแดนในเอเชียกลางและอิหร่าน ความขัดแย้งปะทุหลังคนในคาราวานการค้าภายใต้การคุ้มครองของมองโกลถูกสังหารที่เมืองโอตราร์ และการส่งทูตไปเจรจาก็ลงเอยด้วยความรุนแรง พงศาวดารลับเล่าเหตุแห่งสงครามนี้อย่างรวบรัด โดยเน้นการสังหารผู้แทนของข่าน (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 254)
ค.ศ. 1219 เจงกิสข่านยกทัพไปทางตะวันตก กำลังมองโกลแยกกันเข้าตีหลายเมือง ปีถัดมาบูคาราและซามาร์คันด์ตกอยู่ในมือผู้รุกราน ผู้ปกครองควารัซม์หนีออกจากศูนย์กลางอำนาจ กองทัพที่ติดตามเขาเคลื่อนลึกเข้าไปอีก ขณะที่ทัพอื่นยังล้อมเมืองที่ต่อต้าน (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 257–260)
สำหรับผู้คนในเมือง การพิชิตไม่ได้จบเพียงเปลี่ยนผู้ปกครอง พงศาวดารกล่าวถึงการฆ่า การกวาดต้อน และการแยกช่างฝีมือออกจากประชากรกลุ่มอื่น เมืองที่เคยอยู่ในเครือข่ายการค้าเดียวกันได้รับความเสียหายต่างกันไป เมื่อการรบผ่านไป ข่านแต่งตั้งผู้ดูแลเมืองและใช้คนที่รู้ขนบการปกครองท้องถิ่นเข้ารับหน้าที่ (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 257–263)
VIIศึกสุดท้ายในซีเซี่ย
เจงกิสข่านกลับถึงมองโกเลียใน ค.ศ. 1225 แล้วออกศึกกับซีเซี่ยอีกในปีถัดมา พงศาวดารผูกสงครามครั้งนี้เข้ากับการที่ฝ่ายซีเซี่ยไม่ยอมส่งกำลังช่วยรบทางตะวันตก รัฐซึ่งเคยยอมอ่อนน้อมจึงกลับมาเป็นเป้าหมายของกองทัพอีกครั้ง (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 256, 264–265)
ระหว่างการเดินทัพ พงศาวดารเล่าว่าข่านตกม้าขณะล่าสัตว์และมีไข้ ผู้ติดตามเสนอให้กลับไปก่อน แต่การรบยังดำเนินต่อ ใน ค.ศ. 1227 เจงกิสข่านเสียชีวิตระหว่างสงครามกับซีเซี่ย ปีเดียวกันนั้นรัฐซีเซี่ยก็ถูกพิชิต ชีวิตของเขาจบลงก่อนที่กองทัพของลูกหลานจะขยายอาณาเขตออกไปอีกไกล (พงศาวดารลับของชาวมองโกล ตอน 265–268)
VIIIจริงแค่ไหน
พงศาวดารลับของชาวมองโกล เรียบเรียงในคริสต์ศตวรรษที่ 13 แต่ผู้แต่งและปีที่เรียบเรียงยังถกเถียงกัน นักประวัติศาสตร์ใช้ร่วมกับหลักฐานจีนและเปอร์เซีย เพราะต้นฉบับมีทั้งเหตุการณ์ทางการเมือง เรื่องเล่าในครอบครัว บทสนทนา และส่วนที่เป็นตำนาน เรื่องยาพิษในอาหารของเยซูเกจึงควรเล่าในฐานะสิ่งที่พงศาวดารบอก ไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์ได้จากหลักฐานร่วมสมัยหลายชิ้น
ปีเกิดของเตมูจินยังไม่แน่นอน ส่วนการเสียชีวิตใน ค.ศ. 1227 ยอมรับกันโดยทั่วไป แม้ต้นฉบับจะเล่าเรื่องตกม้าและเป็นไข้ ก็ยังระบุสาเหตุการตายทางการแพทย์ไม่ได้แน่ชัด และจนถึงวันนี้ยังไม่มีการยืนยันตำแหน่งสุสานของเขา
ต้นฉบับอ่านเองได้
- พงศาวดารลับของชาวมองโกล (The Secret History of the Mongols) ตอน 54–268 คำแปลอังกฤษ Igor de Rachewiltz ฉบับย่อ บรรณาธิการ John C. Street, 2015; บทนำประกอบการพิจารณาอายุและลักษณะของหลักฐาน