Constantinople · 1453

วันที่คอนสแตนติโนเปิลแตก

ปืนใหญ่ เรือข้ามเนินเขา และการล้อมเมืองที่สิ้นสุดในเช้าวันที่ 29 พฤษภาคม 1453

มีหลักฐานเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 8 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง วันที่คอนสแตนติโนเปิลแตก
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรื่องนี้อาศัยบันทึกของนิกโกโล บาร์บาโร ผู้เห็นการล้อมเมือง และงานของดูกัสกับคริโทบูลอส ผู้เขียนร่วมสมัย เหตุการณ์หลักมีหลักฐานชัด แต่แต่ละคนอยู่คนละฝ่าย และเล่าบางช่วงไม่ตรงกัน

Iเมืองหลังกำแพง

ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 1453 กองทัพของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 เข้าประจำที่นอกคอนสแตนติโนเปิล ภายในเมือง จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 เตรียมรับศึกพร้อมทหารของพระองค์และกำลังจากต่างแดน ทั้งชาวเวนิสและชาวเจนัว (บาร์บาโร, บันทึกการล้อมคอนสแตนติโนเปิล, ต้นเดือนเมษายน 1453)

คอนสแตนติโนเปิลมีน้ำล้อมหลายด้าน ทางเหนือเป็นอ่าวโกลเดนฮอร์น ทางใต้เป็นทะเลมาร์มารา ส่วนด้านตะวันตกที่เชื่อมกับแผ่นดินมีกำแพงธีโอโดเซียนขวางอยู่ แนวป้องกันนี้มีทั้งคู กำแพงชั้นนอก และกำแพงชั้นในที่สูงกว่า พร้อมหอคอยเรียงเป็นระยะ คนที่บุกเข้ามาทางนี้ต้องผ่านอุปสรรคหลายชั้นก่อนจะถึงตัวเมือง

ปากอ่าวโกลเดนฮอร์นมีโซ่ขนาดใหญ่กั้นทางเรือไว้ ฝ่ายป้องกันจึงยังใช้พื้นที่ด้านในเป็นที่จอดเรือได้ แต่เมื่อกองเรือออตโตมันเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ คนบนเรือก็ต้องเตรียมพร้อมทั้งกลางวันและกลางคืน (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 12 เมษายน 1453)

IIปืนใหญ่ที่เดินทางมาถึง

ก่อนหน้านั้น เมห์เหม็ดเตรียมอาวุธสำหรับทำลายกำแพงไว้แล้ว หนึ่งในช่างที่ทำงานให้พระองค์คือออร์บัน ช่างหล่อปืนซึ่งดูกัสระบุว่าเป็นชาวฮังการี ตามเรื่องที่ดูกัสเล่า เขาเคยเสนอทำงานให้ฝ่ายจักรพรรดิ แต่ไม่ได้รับค่าจ้างพอเลี้ยงตัว จึงไปหาสุลต่านและได้รับการสนับสนุนให้สร้างปืนใหญ่ (ดูกัส, ประวัติศาสตร์, บท 35)

ปืนที่หล่อขึ้นมีขนาดใหญ่จนการขนย้ายเป็นงานหนักในตัวเอง ต้องใช้วัวลากและมีคนคอยจัดทางให้ผ่านไปได้ มันยิงลูกหินขนาดใหญ่ใส่เป้าหมาย เมห์เหม็ดนำปืนนี้มาใช้ร่วมกับปืนกระบอกอื่น ๆ ที่ตั้งยิงตามแนวกำแพง (ดูกัส, ประวัติศาสตร์, บท 35; บาร์บาโร, บันทึกฯ, 11–12 เมษายน 1453)

พอเริ่มระดมยิง กำแพงบางช่วงก็เสียหาย ผู้ป้องกันต้องเอาดิน ไม้ และวัสดุที่หาได้มาทำแนวอุดแทน บาร์บาโรเล่าถึงการใช้ถังบรรจุหินกับดินซ่อมช่องที่พัง แล้วทำสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมอยู่ด้านหลัง ขณะที่ปืนฝ่ายออตโตมันยังยิงเข้ามาในบริเวณเดิม (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 21 เมษายน 1453)

IIIเรือสี่ลำหน้าปากอ่าว

วันที่ 20 เมษายน เรือสี่ลำที่นำเสบียงมาช่วยเมืองปรากฏตัวทางทะเล กองเรือออตโตมันออกไปสกัด การต่อสู้เกิดขึ้นต่อหน้าคนที่อยู่ตามแนวกำแพงชายฝั่ง เรือขนส่งมีตัวเรือสูงกว่าเรือที่เข้าล้อม ทหารกับลูกเรือจึงต่อสู้จากขอบเรือลงไป ขณะที่อีกฝ่ายพยายามเข้าประชิดและขึ้นเรือ (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 20 เมษายน 1453)

ลมที่อ่อนลงทำให้เรือเดินต่อได้ยาก การต่อสู้ยืดเยื้ออยู่ใกล้เมืองจนฝ่ายขนส่งผ่านพ้นอันตรายมาได้ คืนนั้นเรือจากในอ่าวออกมาช่วยลากทั้งสี่ลำเข้าท่า เสบียงมาถึงหลังแนวโซ่ในที่สุด แต่กองเรือออตโตมันยังอยู่ด้านนอก และการยิงกำแพงทางบกก็ยังดำเนินต่อไป (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 20–21 เมษายน 1453)

IVเรือข้ามเนินเขา

จากนั้น เมห์เหม็ดนำเรือเข้าโกลเดนฮอร์นด้วยเส้นทางที่ไม่ต้องผ่านโซ่ ทหารเตรียมทางบนบกเหนือย่านเปรา ทางนั้นเชื่อมฝั่งที่กองเรือออตโตมันจอดอยู่กับน้ำด้านในอ่าว บาร์บาโรบันทึกว่า มีการปรับพื้น วางลูกกลิ้งไม้ และทาไขมันให้ลื่น ก่อนใช้คนจำนวนมากช่วยกันลากเรือขึ้นไป (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 22 เมษายน 1453)

เรือขนาดเล็กถูกนำขึ้นบนทางที่เตรียมไว้ แล้วลากข้ามเนินลงสู่อีกฝั่ง พอทำได้ก็มีลำอื่นตามมา วันที่ 22 เมษายน เรือออตโตมันหลายสิบลำเข้ามาอยู่ภายในโกลเดนฮอร์นแล้ว โซ่ยังขวางปากอ่าวอยู่ตามเดิม แต่ตอนนี้กองเรือฝ่ายล้อมมีอยู่ทั้งนอกและในแนวโซ่ (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 22 เมษายน 1453)

สำหรับคนที่รักษาท่าเรือ พื้นน้ำด้านในกลายเป็นแนวรบอีกด้าน พวกเขาเริ่มเตรียมแผนเผาเรือที่เพิ่งข้ามเข้ามา เมื่อออกโจมตีก่อนรุ่งเช้าวันที่ 28 เมษายน กลับถูกปืนจากฝ่ายออตโตมันยิงตอบโต้ เรือที่นำหน้าได้รับความเสียหายและจมลง เรือที่เหลือต้องถอนกลับ แผนทำลายกองเรือในอ่าวจึงไม่สำเร็จ (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 23–28 เมษายน 1453)

Vงานที่ไม่จบตามตะวัน

ตลอดเดือนพฤษภาคม การสู้รบเกิดขึ้นทั้งเหนือพื้นดินและใต้ดิน ฝ่ายออตโตมันขุดอุโมงค์เข้าหาแนวป้องกัน คนในเมืองก็ขุดสวนออกไปเมื่อพบร่องรอย บางอุโมงค์ถูกทำลายก่อนจะใช้ได้ ขณะเดียวกัน การยิงและการบุกตามกำแพงยังบังคับให้ทหารต้องกลับไปประจำจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 16–25 พฤษภาคม 1453)

การตั้งรับจึงมีทั้งการต่อสู้และการซ่อมแซม สิ่งที่ปิดช่องไว้ได้ในคืนหนึ่งอาจถูกยิงพังอีกในวันถัดมา เมื่อปลายเดือนใกล้เข้ามา ฝ่ายล้อมเตรียมกำลังสำหรับการบุกใหญ่ ส่วนผู้ป้องกันก็ขนวัสดุไปเสริมจุดที่เสียหาย และเฝ้าดูความเคลื่อนไหวจากค่ายนอกเมือง (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 26–28 พฤษภาคม 1453)

VIเช้าวันที่ 29 พฤษภาคม

การบุกใหญ่เริ่มก่อนฟ้าสางวันที่ 29 พฤษภาคม กองกำลังออตโตมันเข้าตีแนวป้องกัน ทหารในเมืองรับศึกอยู่ตามช่องกำแพงและเครื่องกีดขวางที่ซ่อมไว้ เมห์เหม็ดส่งกำลังเข้ากดดันต่อเนื่อง รวมถึงทหารเจนิสซารีซึ่งเป็นกำลังสำคัญของพระองค์ การต่อสู้ยืดจากความมืดไปถึงรุ่งเช้า (คริโทบูลอส, ประวัติศาสตร์เมห์เหม็ดผู้พิชิต, เล่ม 1)

ในช่วงการรบ โจวันนี จุสตินิอานี ผู้นำทหารชาวเจนัวที่ช่วยรักษากำแพง ได้รับบาดเจ็บและออกจากแนวรบ หลังจากนั้นฝ่ายป้องกันบริเวณที่ถูกโจมตีก็เสียขบวน ทหารออตโตมันผ่านแนวที่แตกเข้าไปในเมืองได้ ผู้ที่ยังอยู่ตามกำแพงบางส่วนยังสู้ต่อ ขณะที่คนอื่นเริ่มถอยเข้าตัวเมืองและไปทางท่าเรือ (คริโทบูลอส, ประวัติศาสตร์เมห์เหม็ดผู้พิชิต, เล่ม 1)

คอนสแตนตินที่ 11 สิ้นพระชนม์ในวันที่เมืองแตก แต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับนาทีสุดท้ายของพระองค์ไม่ตรงกัน บาร์บาโรซึ่งอยู่ในเมืองเองก็ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าพระองค์จบชีวิตลงอย่างไร (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 29 พฤษภาคม 1453)

เมื่อกองทหารเข้าเมือง การปล้นและการจับผู้คนเป็นเชลยก็ตามมา ครอบครัวพลัดพรากจากกัน ผู้คนบางส่วนหนีไปหลบในโบสถ์ ส่วนที่ท่าเรือ ลูกเรือเร่งนำเรือออกไปก่อนจะหมดทางหนี บาร์บาโรเป็นคนหนึ่งที่ออกจากเมืองทางทะเลได้ ขณะที่ผู้คนอีกมากยังติดอยู่ภายใน คอนสแตนติโนเปิลตกอยู่ในมือของเมห์เหม็ด และการปกครองของจักรพรรดิไบแซนไทน์ในเมืองนี้สิ้นสุดลง (บาร์บาโร, บันทึกฯ, 29 พฤษภาคม 1453; คริโทบูลอส, ประวัติศาสตร์เมห์เหม็ดผู้พิชิต, เล่ม 1)

VIIจริงแค่ไหน

การใช้ปืนใหญ่ การลากเรือข้ามบก และการยึดเมืองในวันที่ 29 พฤษภาคม 1453 ปรากฏในหลักฐานร่วมสมัย แต่จำนวนทหาร เรือ และผู้เสียชีวิตในแต่ละบันทึกต่างกัน บาร์บาโรเป็นชาวเวนิสที่อยู่ฝ่ายป้องกันเมืองและแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายออตโตมันอย่างชัดเจน ส่วนคริโทบูลอสเขียนงานถวายเมห์เหม็ดและยกย่องพระองค์ เรื่องนี้จึงไม่ยึดตัวเลขประมาณการชุดใดเป็นยอดแน่นอน และไม่เติมคำพูดสุดท้ายให้จักรพรรดิที่ไม่มีใครยืนยันได้ตรงกัน

ต้นฉบับอ่านเองได้