Iมงกุฎในวันคริสต์มาส
วันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 800 ชาร์เลอมาญอยู่ในมหาวิหารนักบุญเปโตรที่กรุงโรม ขณะเขาลุกขึ้นจากการสวดภาวนาเพื่อร่วมพิธีมิสซา สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ทรงวางมงกุฎบนศีรษะของเขา ผู้คนในโบสถ์เปล่งเสียงรับรองกษัตริย์ของชาวแฟรงก์ในฐานะจักรพรรดิแห่งชาวโรมัน (พงศาวดารราชอาณาจักรแฟรงก์, รายการปี 801 ตามการนับปีที่เริ่มในวันคริสต์มาส)
เขาเดินทางมาโรมหลังลีโอถูกฝ่ายตรงข้ามทำร้ายและขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์แฟรงก์ ไอน์ฮาร์ดเล่าว่าชาร์เลอมาญไม่พอใจกับตำแหน่งใหม่ในตอนแรก ถึงกับบอกว่าถ้ารู้แผนของพระสันตะปาปาล่วงหน้า เขาจะไม่เข้าโบสถ์ในวันนั้น แม้จะเป็นวันสำคัญทางศาสนาก็ตาม คำเล่านี้มาจากผู้เขียนชีวประวัติ ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ คือชาร์เลอมาญรับตำแหน่งจักรพรรดิและใช้ตำแหน่งนั้นต่อไป (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 28)
IIจากสองพี่น้องเหลือกษัตริย์องค์เดียว
ก่อนถึงวันนั้น ชาร์เลอมาญครองราชย์มานานกว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 768 อาณาจักรแฟรงก์ถูกแบ่งให้เขากับคาร์โลมันผู้เป็นน้อง ต่างคนต่างมีกองกำลังและผู้สนับสนุน ความสัมพันธ์ระหว่างสองราชสำนักตึงเครียด แต่ทั้งคู่ไม่ได้ทำสงครามกันโดยตรง คาร์โลมันสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 771 ชาร์เลอมาญจึงได้ปกครองอาณาจักรแฟรงก์เพียงผู้เดียว (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 3)
ไม่นาน กองทัพของเขาก็ข้ามเทือกเขาแอลป์ลงไปยังอิตาลี ตามคำขอความช่วยเหลือของพระสันตะปาปา กษัตริย์ชาวลอมบาร์ดถอยเข้าเมืองปาเวียและถูกล้อมอยู่นาน จนยอมจำนนใน ค.ศ. 774 ชาร์เลอมาญได้อาณาจักรเพิ่มทางใต้ แต่การยกทัพข้ามภูเขาไปกลับไม่ได้ทำให้แนวรบทางเหนือเงียบลง ที่นั่นเขายังมีสงครามอีกด้านหนึ่งค้างอยู่ (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 6–8)
IIIสงครามที่กลับมาแทบทุกปี
สงครามกับชาวแซกซอนเริ่มใน ค.ศ. 772 และยืดเยื้อไปถึง ค.ศ. 804 ชายแดนระหว่างชาวแฟรงก์กับชาวแซกซอนหลายแห่งเป็นพื้นที่เปิด มีการปล้น เผาบ้าน และฆ่ากันจากทั้งสองฝ่าย การยกทัพครั้งใหญ่ตามมาด้วยการยอมจำนน ส่งตัวประกัน และสาบานว่าจะเชื่อฟัง แล้วการต่อต้านก็เกิดขึ้นอีก ไอน์ฮาร์ดบรรยายวงจรนี้ซ้ำ ๆ โดยกล่าวโทษฝ่ายแซกซอนว่าไม่รักษาคำมั่น (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 7–8)
เงื่อนไขของชาร์เลอมาญไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับอำนาจปกครอง ชาวแซกซอนต้องละทิ้งพิธีศาสนาเดิมและรับคริสต์ศาสนาด้วย บางคราวเขานำทัพเอง บางคราวส่งขุนนางไปปราบ มีทั้งผู้ตายในสนามรบและครอบครัวที่ถูกบังคับให้ย้ายออกจากบ้าน ในช่วงท้ายของสงคราม ผู้คนจากแถบแม่น้ำเอลเบอถูกโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานกระจายตามดินแดนที่แฟรงก์ควบคุม (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 7–8)
ระหว่างที่สงครามแซกซอนยังไม่จบ ชาร์เลอมาญก็ยกทัพไปสเปนใน ค.ศ. 778 ขากลับผ่านเทือกเขาพิเรนีส กองทัพต้องเดินเป็นแนวยาวตามทางแคบ กองระวังหลังถูกซุ่มโจมตีและสัมภาระถูกปล้น โรลองด์ นายทหารที่ไอน์ฮาร์ดระบุชื่อไว้ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต ผู้โจมตีกระจายตัวหนีไปจนฝ่ายแฟรงก์ตามแก้แค้นไม่ได้ในคราวนั้น (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 9)
IVหนังสือกับแผ่นฝึกเขียนในวัง
เมื่อไม่ได้อยู่ในสนามรบ ชาร์เลอมาญใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งที่อาเคิน เมืองซึ่งมีน้ำพุร้อนที่เขาชอบ ไอน์ฮาร์ดเล่าว่ากษัตริย์ว่ายน้ำเก่ง และมักชวนลูกชาย ขุนนาง เพื่อน รวมถึงทหารติดตามลงอาบน้ำด้วย ช่วงปลายรัชกาลเขาพำนักที่นี่เป็นหลัก พระราชวังกับโบสถ์ที่สร้างขึ้นทำให้อาเคินกลายเป็นศูนย์กลางของราชสำนัก (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 17, 22, 26)
การเรียนในราชสำนัก ซึ่งรวมถึงโรงเรียนในพระราชวังอาเคิน มีนักปราชญ์จากต่างถิ่นเข้ามาร่วมงาน อัลควินจากบริเตนเป็นคนสำคัญ ชาร์เลอมาญเองเรียนกับเขาทั้งการพูด การใช้เหตุผล และดาราศาสตร์ เขาสนใจการคำนวณและการเคลื่อนที่ของดวงดาว อีกทั้งกำหนดให้ลูกชายและลูกสาวเริ่มการศึกษาด้วยวิชาพื้นฐานทางภาษาและความรู้ทั่วไป (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 19, 25)
ไอน์ฮาร์ดบอกว่าเขาพูดภาษาละตินได้คล่อง แต่การเขียนด้วยมือตัวเองกลับเป็นเรื่องยาก เขาเก็บแผ่นสำหรับฝึกเขียนไว้ใต้หมอน เพื่อหยิบมาหัดลากตัวอักษรในเวลาว่าง ผู้เขียนชีวประวัติยอมรับว่าความพยายามนี้ไม่ค่อยได้ผล เพราะเริ่มฝึกเมื่ออายุมากแล้ว ในมื้ออาหาร เขายังชอบให้คนอ่านเรื่องราวในอดีตและหนังสือให้ฟังไปด้วย (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 24–25)
Vฤดูหนาวสุดท้ายที่อาเคิน
ใน ค.ศ. 813 ชาร์เลอมาญเรียกหลุยส์ผู้เป็นโอรสมาพบ พร้อมกับประชุมเหล่าผู้มีอำนาจของอาณาจักร เขาแต่งตั้งหลุยส์ให้เป็นจักรพรรดิร่วมและผู้สืบทอดตำแหน่ง จากนั้นจึงส่งลูกชายกลับไป ชาร์เลอมาญยังออกล่าสัตว์ตามที่เคยทำ แม้สุขภาพในช่วงหลายปีหลังจะทรุดลงและมีไข้บ่อยขึ้น (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 22, 30)
เดือนมกราคม ค.ศ. 814 เขาล้มป่วยอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้กลับไปทำกิจวัตรเดิม ชาร์เลอมาญสิ้นพระชนม์วันที่ 28 มกราคม ร่างถูกฝังในโบสถ์ที่เขาสร้างไว้ในอาเคิน ไอน์ฮาร์ดเล่าว่าคนในราชสำนักไม่แน่ใจว่าเขาเคยระบุสถานที่ฝังศพไว้หรือไม่ สุดท้ายจึงเลือกโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งกษัตริย์เคยเข้าร่วมพิธีอยู่เป็นประจำเมื่อยังมีแรง (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ 26, 30–31)
VIอาณาจักรในมือหลานสามคน
หลุยส์สืบอำนาจต่อจากพระบิดา แต่หลังรัชกาลของเขา อาณาจักรตกอยู่ในสงครามระหว่างโอรส กว่าจะตกลงแบ่งดินแดนกันได้ก็ถึง ค.ศ. 843 หลานของชาร์เลอมาญสามคนมาพบกันที่แวร์เดิง ข้อตกลงครั้งนั้นเป็นที่รู้จักในชื่อสนธิสัญญาแวร์เดิง (พงศาวดารแซ็งแบร์แต็ง, ปี 840–843)
หลุยส์ชาวเยอรมันได้ดินแดนทางตะวันออกเป็นหลัก ชาร์ลส์หัวล้านได้ส่วนตะวันตก ส่วนโลแทร์ได้ดินแดนช่วงกลาง พงศาวดารไล่แนวแบ่งไปตามแม่น้ำ เมือง และเขตปกครอง จากนั้นบันทึกว่าทั้งสามฝ่ายสาบานต่อกัน แล้วต่างคนต่างเดินทางกลับ อาณาจักรที่ชาร์เลอมาญเคยปกครองจึงอยู่ในมือของผู้ปกครองสามคน (พงศาวดารแซ็งแบร์แต็ง, ปี 843)
VIIจริงแค่ไหน
ไอน์ฮาร์ดเขียนหลังชาร์เลอมาญสิ้นพระชนม์ เขารู้จักชีวิตในราชสำนัก แต่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทุกช่วงด้วยตัวเอง ในคำนำเขาบอกถึงความผูกพันและบุญคุณที่ได้รับจากกษัตริย์ ส่วนวัยเด็กของชาร์เลอมาญ เขายอมเว้นไว้เพราะไม่มีข้อมูลพอ รายละเอียดอย่างแผ่นฝึกเขียนใต้หมอนจึงเป็นคำบอกของคนใกล้ชิด ขณะที่คำกล่าวว่ากษัตริย์ไม่รู้แผนสวมมงกุฎล่วงหน้าไม่ได้ทำให้เรารู้แน่ว่า ก่อนวันคริสต์มาสนั้นมีการตกลงอะไรกันไว้บ้าง (ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ คำนำ, 4, 25, 28)
ต้นฉบับอ่านเองได้
- ไอน์ฮาร์ด, ชีวประวัติชาร์เลอมาญ (Vita Karoli Magni), คำนำและบท 3–4, 6–9, 17, 19, 22, 24–26, 28, 30–31; คำแปลอังกฤษ Samuel Epes Turner, 1880
- พงศาวดารราชอาณาจักรแฟรงก์ (Annales regni Francorum), รายการปี 801 ซึ่งเริ่มด้วยคริสต์มาส ค.ศ. 800; คำแปลอังกฤษ Bernhard Walter Scholz และ Barbara Rogers, Carolingian Chronicles, 1970
- พงศาวดารแซ็งแบร์แต็ง (Annals of St-Bertin), ปี 840–843; คำแปลอังกฤษ Janet L. Nelson, 1991