Iหนังสือที่กลับมาในปี 1905
เรื่องของจาณักยะมีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่หลังยุคของเขาผ่านไปกว่าสองพันปี ใน ค.ศ. 1905 อาร์. ศามศาสตรี นักวิชาการภาษาสันสกฤตซึ่งทำงานกับคลังต้นฉบับที่เมืองไมซอร์ พบความสำคัญของต้นฉบับใบลานเล่มหนึ่ง มันคือ อรรถศาสตร์ ตำราว่าด้วยการปกครองที่ก่อนหน้านั้นวงวิชาการรู้จักผ่านการกล่าวถึงในหนังสืออื่น
ศามศาสตรีนำตัวบทภาษาสันสกฤตออกพิมพ์ใน ค.ศ. 1909 แล้วเผยแพร่คำแปลภาษาอังกฤษใน ค.ศ. 1915 จากชื่อหนังสือที่คนอ้างถึงกันมานาน คราวนี้ผู้อ่านได้เห็นเนื้อหาจริง ตั้งแต่การเลือกเสนาบดี การเก็บรายได้ ไปจนถึงสายลับและสงคราม ชื่อที่อยู่คู่กับตำราคือเกาฏิลยะ ซึ่งธรรมเนียมการเล่าประวัติผูกเข้ากับจาณักยะ ผู้ช่วยสร้างบัลลังก์ให้จันทรคุปต์
IIกษัตริย์ที่มีร่องรอยอยู่จริง
ย้อนกลับไปปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. จันทรคุปต์ขึ้นครองอำนาจในอินเดียเหนือราว 321 ปีก่อน ค.ศ. และตั้งราชวงศ์เมารยะขึ้นแทนราชวงศ์นันทะ ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองปาฏลีบุตรในแคว้นมคธ แต่รายละเอียดว่าพระองค์รวบรวมกำลังจากที่ไหน และชนะราชวงศ์เดิมอย่างไร ไม่ได้เหลือมาเป็นบันทึกการรบต่อเนื่องให้ไล่อ่านได้ทุกขั้น
นอกอินเดีย ชื่อของพระองค์ปรากฏในงานเขียนกรีกและโรมันด้วย สตราโบเรียกพระองค์ว่าแซนโดรคอตตัส และเล่าว่าเซลิวคัส หนึ่งในผู้สืบทอดอำนาจของอเล็กซานเดอร์ ยกดินแดนบางส่วนให้พระองค์ตามข้อตกลง และได้รับช้างกลับไป ตัวเลขที่สตราโบบันทึกไว้คือห้าร้อยเชือก เรื่องนี้เกิดในช่วงที่อาณาจักรเมารยะกำลังขยายตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ (สตราโบ, ภูมิศาสตร์ 15.2.9)
จึงมีจันทรคุปต์อยู่ทั้งในประวัติราชวงศ์อินเดียและในเรื่องราวของผู้สืบทอดอำนาจกรีก แต่เมื่อมองหาชายผู้ยืนข้างพระองค์ ภาพกลับไม่ชัดเท่ากัน ในข้อความเรื่องข้อตกลงของสตราโบ ไม่มีชื่อจาณักยะบอกว่าใครเป็นผู้คิดเงื่อนไขหรือเจรจา เรื่องของเขาต้องตามไปอ่านจากหลักฐานอีกสายหนึ่ง
IIIพราหมณ์ในพงศาวดาร
พงศาวดาร มหาวงศ์ ซึ่งเรียบเรียงในลังกาหลายร้อยปีหลังสมัยจันทรคุปต์ เล่าเรื่องเปลี่ยนราชวงศ์ไว้สั้นมาก พราหมณ์ชื่อจาณักยะมีความแค้นต่อกษัตริย์ธนนันทะ เขากำจัดกษัตริย์องค์นั้น แล้วอภิเษกชายหนุ่มชื่อจันทรคุปต์แห่งวงศ์โมริยะขึ้นเป็นกษัตริย์ เรื่องที่อาจกินเวลาหลายปีถูกเล่าจบในข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด (มหาวงศ์ บทที่ 5)
ในเรื่องเล่าฉบับนี้ จาณักยะเป็นผู้ลงมือเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ เขาไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เอง ผู้รับราชสมบัติคือจันทรคุปต์ จากนั้นพงศาวดารก็เล่าต่อไปถึงกษัตริย์รุ่นถัดมา ไม่ได้หยุดบอกว่าพราหมณ์ผู้นี้วางแผนอย่างไร ใช้คนเท่าไร หรือผ่านศึกใดบ้าง (มหาวงศ์ บทที่ 5)
นี่เป็นหลักฐานว่าคนรุ่นหลังเล่าถึงบทบาทของจาณักยะเช่นนั้น ไม่ใช่คำให้การจากผู้เห็นเหตุการณ์ร่วมสมัย ความแค้นและการกำจัดธนนันทะจึงยังอยู่ในฐานะเรื่องตามพงศาวดาร ไม่อาจนำมาขยายเป็นฉากในราชสำนัก พร้อมบทสนทนาและลำดับเหตุการณ์ที่ไม่มีต้นฉบับยืนยันได้
IVอีกชื่อหนึ่งบนหน้าตำรา
เมื่อเปิดอรรถศาสตร์ ผู้อ่านกลับไม่ได้พบชีวประวัติของพราหมณ์ผู้นั้น เนื้อหาเริ่มจากขอบเขตความรู้สำหรับผู้ปกครอง แล้วเดินเข้าสู่การฝึกกษัตริย์และการจัดคนเข้ารับตำแหน่ง ตำราหยิบความเห็นของอาจารย์หลายฝ่ายขึ้นมา ก่อนเสนอความเห็นที่ระบุว่าเป็นของเกาฏิลยะ ชื่อนี้ปรากฏในฐานะผู้วินิจฉัยปัญหาการปกครอง (อรรถศาสตร์ 1.1–1.9)
แทนที่จะเล่าว่าจันทรคุปต์ตื่นเช้าในวันใด หนังสือจัดตารางให้กษัตริย์ที่ตำราต้องการเห็น แบ่งทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นช่วง ๆ มีเวลาฟังรายงานรายรับรายจ่าย รับเรื่องจากชาวเมือง ปรึกษาเสนาบดี ตรวจทหาร และรับข่าวจากผู้ทำงานลับ แม้เวลาพักก็มีที่ของมันอยู่ในตารางนั้น (อรรถศาสตร์ 1.19)
กษัตริย์ในหนังสือจึงมีคนรอเข้าพบตลอดวัน ข้างหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ถือบัญชี อีกข้างเป็นผู้ส่งข่าว แต่ทั้งหมดนี้คือกิจวัตรที่ผู้แต่งกำหนดไว้ ไม่ใช่บันทึกว่าจันทรคุปต์ทรงทำตามจริงทุกข้อ การได้ตัวบทกลับมาในศตวรรษที่ 20 ทำให้โลกของตำราปรากฏชัดขึ้น ส่วนชีวิตของผู้เขียนยังต้องค้นต่อ
Vเบื้องหลังประตูราชสำนัก
ในโลกของอรรถศาสตร์ การแต่งตั้งคนใกล้กษัตริย์ไม่ได้จบที่การดูความสามารถ ตำราแจกแจงการทดสอบเสนาบดีด้วยสิ่งล่อใจหลายแบบ ทั้งทรัพย์สิน ความใคร่ ความกลัว และข้ออ้างทางศาสนา ผลการทดสอบถูกนำไปใช้พิจารณาว่าคนผู้นั้นเหมาะจะรับหน้าที่ใด (อรรถศาสตร์ 1.10)
ถัดจากเสนาบดีเป็นเครือข่ายสายลับ หนังสืออธิบายผู้สืบข่าวในคราบนักเรียน นักบวช เจ้าบ้าน และพ่อค้า ข่าวที่เดินทางเข้าราชสำนักจึงไม่ได้มาจากทหารหรือทูตเท่านั้น คนที่ดูเหมือนกำลังทำมาหากินหรือเดินทางตามธรรมดาอาจมีงานอีกอย่างซ่อนอยู่ ตำรายังระบุให้ตรวจสอบข่าวจากหลายทางก่อนเชื่อ (อรรถศาสตร์ 1.11–1.12)
อีกด้านหนึ่งของหนังสือไม่มีการลอบฟังหรือแผนลับเลย มีแต่คลังสินค้า เหมือง การเพาะปลูก เครื่องชั่ง และการเก็บค่าผ่านด่าน แต่ละเรื่องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง ตัวบทไล่จากการเก็บรักษาผลผลิตไปถึงการควบคุมมาตราชั่งตวง ราชสำนักที่ปรากฏบนหน้ากระดาษจึงเต็มไปด้วยงานประจำพอ ๆ กับการชิงอำนาจ (อรรถศาสตร์ 2.12, 2.15, 2.19, 2.21, 2.24)
VIแผ่นดินที่ต้องเฝ้าระวัง
พ้นเขตพระราชวังออกไป ตำราพากษัตริย์เข้าสู่โลกของแคว้นรอบข้าง ซึ่งความสัมพันธ์เปลี่ยนได้ตามกำลังและสถานการณ์ มีทั้งการทำสัญญาสงบศึก เปิดสงคราม วางตัวเป็นกลาง ยกทัพ แสวงหาที่พึ่ง และดำเนินนโยบายสองทางกับต่างฝ่าย หนังสือแยกเงื่อนไขเหล่านี้ออกจากกัน แล้วพิจารณาว่าผู้ปกครองอยู่ในฐานะได้เปรียบหรือเสียเปรียบเพียงใด (อรรถศาสตร์ 7.1)
เมื่ออ่านส่วนนี้คู่กับเรื่องจันทรคุปต์และเซลิวคัส ก็เห็นได้ว่าคำถามเรื่องสงครามกับข้อตกลงมีอยู่ทั้งในตำราและเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมว่าจาณักยะนำข้อความบทใดไปใช้ในการเจรจาครั้งนั้น อรรถศาสตร์ไม่ได้เล่าเหตุการณ์นี้ และสตราโบก็ไม่ได้อ้างตำราเล่มนี้เป็นที่มาของข้อตกลง
VIIจริงแค่ไหน
ยังถกเถียง นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าเกาฏิลยะผู้ผูกชื่อไว้กับอรรถศาสตร์กับจาณักยะในเรื่องของจันทรคุปต์เป็นคนเดียวกันหรือไม่ และตัวบทที่ตกทอดมาประกอบขึ้นเมื่อใด นักวิจัยอย่างแพทริก โอลิเวลล์วิเคราะห์ว่าหนังสือผ่านการประกอบและเรียบเรียงหลายชั้น จึงไม่อาจยกเนื้อหาทั้งเล่มไปเป็นภาพราชสำนักเมารยะในช่วงเวลาเดียวได้
จันทรคุปต์ยังปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ตั้งราชวงศ์เมารยะ ส่วนจาณักยะปรากฏเด่นในเรื่องเล่าถึงผู้โค่นกษัตริย์เก่าและอภิเษกกษัตริย์ใหม่ ระหว่างชายในพงศาวดารกับชื่อเกาฏิลยะบนหน้าตำรา ยังมีช่วงว่างที่หลักฐานไม่พอจะเติมให้เต็ม การพบอรรถศาสตร์ในปี 1905 นำหนังสือกลับมาให้คนอ่าน แต่ไม่ได้ทำให้ประวัติของเจ้าของชื่อทั้งหมดกลับมาพร้อมกัน
ต้นฉบับอ่านเองได้
- เกาฏิลยะ, อรรถศาสตร์ เล่ม 1, 2 และ 7 (คำแปลอังกฤษ R. Shamasastry, 1915; ฉบับสันสกฤตตีพิมพ์ครั้งแรก 1909)
- มหาวงศ์ บทที่ 5 (คำแปลอังกฤษ Wilhelm Geiger, 1912) พงศาวดารรุ่นหลัง ไม่ใช่บันทึกร่วมสมัยจันทรคุปต์
- สตราโบ, ภูมิศาสตร์ 15.2.9 (คำแปลอังกฤษ H. L. Jones)
- งานศึกษาสมัยใหม่: Patrick Olivelle, King, Governance, and Law in Ancient India: Kautilya’s Arthasastra (2013), บทนำเรื่องประวัติตัวบท อายุ และผู้แต่ง