Iเรือที่เข้ามาในฤดูใบไม้ร่วง
เดือนตุลาคม ค.ศ. 1347 เรือของชาวเจนัวเข้าจอดที่เมสซีนา เมืองท่าบนเกาะซิซิลี ผู้เขียนพงศาวดารชื่อมิเคเล ดา ปีอัซซา บันทึกว่ามีเรือสิบสองลำมาถึงพร้อมความเจ็บป่วย คนบนฝั่งเริ่มล้มป่วยตาม เมื่อชาวเมืองรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ขับเรือออกจากท่า แต่โรคได้เข้ามาอยู่ในเมืองแล้ว (มิเคเล ดา ปีอัซซา, พงศาวดาร บทที่ 27)
เส้นทางของเรือเจนัวเหล่านี้เชื่อมอิตาลีกับทะเลดำ ที่ชายฝั่งไครเมียมีเมืองการค้าชื่อคัฟฟา ชาวเจนัวใช้ที่นั่นเป็นฐานติดต่อกับดินแดนทางตะวันออก เรื่องที่เล่าต่อกันมาผูกเรือซึ่งหนีจากคัฟฟาเข้ากับการมาถึงของโรคในปี 1347 แต่บันทึกที่เหลืออยู่ไม่ได้ทำให้เราตามเรือทุกลำได้ตลอดทาง ก่อนถึงเมสซีนา โรคก็ระบาดในแถบทะเลดำและเดินทางไปตามเมืองท่าอื่นแล้ว
IIข่าวจากหลังกำแพงคัฟฟา
กาเบรียเล เด มุสซี ผู้ทำงานด้านเอกสารกฎหมายในอิตาลี เล่าว่าใน ค.ศ. 1346 กองทัพมองโกลที่ล้อมคัฟฟาเผชิญโรคระบาด เขารายงานว่าฝ่ายล้อมใช้เครื่องยิงเหวี่ยงร่างผู้เสียชีวิตเข้าไปในเมือง และต่อมาคนที่หนีออกจากเมืองลงเรือก็พาความเจ็บป่วยไปด้วย นี่คือที่มาของเรื่องการล้อมคัฟฟาซึ่งมักปรากฏในเรื่องเล่ากาฬโรค (กาเบรียเล เด มุสซี, Historia de morbo sive mortalitate บทเล่าเหตุการณ์คัฟฟา)
แต่เด มุสซีไม่ได้เป็นพยานที่ยืนยันได้ว่าอยู่ในเมืองระหว่างการล้อม นักประวัติศาสตร์จึงอ่านเรื่องนี้ในฐานะรายงานที่เขารับรู้มา เหตุการณ์ตามกำแพงอาจเกิดขึ้นอย่างที่เขาเล่า ทว่ายังไม่มีหลักฐานอิสระมารับรองรายละเอียด และไม่อาจสรุปว่าการกระทำครั้งนั้นเป็นต้นเหตุให้โรคระบาดไปทั่วยุโรป เรือค้าขายยังเชื่อมเมืองท่าหลายแห่งเข้าหากัน คัฟฟาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอันกว้างใหญ่นั้น
IIIฟลอเรนซ์ ค.ศ. 1348
พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา โรคก็ปรากฏในฟลอเรนซ์ จิโอวานนี บอกกัชโช เปิดหนังสือ เดคาเมรอน ด้วยภาพเมืองของเขาในปี 1348 เจ้าหน้าที่พยายามเก็บสิ่งสกปรกออกจากเมือง ห้ามผู้ป่วยเข้ามา และออกคำแนะนำเรื่องสุขภาพ ผู้คนรวมตัวสวดอ้อนวอน แต่ความพยายามเหล่านั้นไม่อาจหยุดความเจ็บป่วยที่กำลังขยายวงได้ (บอกกัชโช, เดคาเมรอน วันที่หนึ่ง บทนำ)
ในคำบรรยายของเขา ผู้ป่วยมีไข้และก้อนบวมตามร่างกาย หลายคนเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วัน คนที่ยังแข็งแรงต้องตัดสินใจว่าจะอยู่กับใคร จะออกไปข้างนอกหรือไม่ และจะเข้าใกล้คนป่วยได้เพียงใด (บอกกัชโช, เดคาเมรอน วันที่หนึ่ง บทนำ)
บางคนรวมกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ในบ้าน กินดื่มพอประมาณและหลีกเลี่ยงข่าวร้าย อีกกลุ่มกลับออกไปดื่มกิน หาความสนุก และใช้ชีวิตเหมือนไม่ต้องห่วงวันข้างหน้า ส่วนคนที่ยังเดินตามถนน บางคนถือดอกไม้หรือสมุนไพรหอมไว้ใกล้จมูก ด้วยความเชื่อว่าอากาศเสียเป็นอันตราย แต่ละคนพยายามหาทางรอดตามความเข้าใจที่ตนมี (บอกกัชโช, เดคาเมรอน วันที่หนึ่ง บทนำ)
IVบ้านที่ไม่มีคนดูแล
บอกกัชโชเล่าว่าความกลัวทำให้เพื่อนบ้านหลีกเลี่ยงกัน ญาติบางคนไม่ยอมไปเยี่ยมผู้ป่วย และบางครอบครัวถึงกับทอดทิ้งคนในบ้าน เขาไม่ได้บอกว่าทุกคนทำเช่นนั้น แต่ภาพที่เขาเลือกเขียนคือความสัมพันธ์ที่ขาดลงขณะคนป่วยต้องการคนช่วยมากที่สุด ผู้ที่มีเงินอาจจ้างคนดูแลได้ ทว่าคนรับจ้างก็หายากขึ้นและเรียกค่าจ้างสูง (บอกกัชโช, เดคาเมรอน วันที่หนึ่ง บทนำ)
คนยากจนมีทางเลือกน้อยกว่า บางคนอยู่ตามลำพังจนเพื่อนบ้านรู้ภายหลังว่าเสียชีวิตแล้ว พิธีศพที่เคยมีญาติมิตรเดินตามและใช้เวลาบอกลาก็ต้องรวบรัดลง พื้นที่ฝังศพเดิมไม่พอสำหรับจำนวนผู้ตาย ในหน้าหนังสือของบอกกัชโช ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้วัดแค่จำนวนคนที่หายไป แต่เห็นได้จากงานธรรมดาที่คนเป็นทำให้คนตายไม่ทันอีกแล้ว (บอกกัชโช, เดคาเมรอน วันที่หนึ่ง บทนำ)
นอกกำแพงเมืองก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป เขาบรรยายว่าชาวชนบทเจ็บป่วยโดยขาดคนดูแลเช่นกัน ไร่บางแห่งไม่มีคนเก็บผลผลิต และสัตว์เลี้ยงออกหากินโดยไม่มีเจ้าของคอยต้อน ภาพชนบทเงียบสงบที่คนในเมืองอยากหนีไปหา จึงอยู่ข้าง ๆ ภาพหมู่บ้านที่กำลังสูญเสียผู้คน (บอกกัชโช, เดคาเมรอน วันที่หนึ่ง บทนำ)
Vสิบคนที่ออกไปเล่าเรื่อง
จากเมืองที่เจ็บป่วย บอกกัชโชพาผู้อ่านเข้าสู่เรื่องแต่งของเขา หญิงสาวเจ็ดคนพบกันในโบสถ์ซานตามาเรียโนเวลลา แล้วชายหนุ่มอีกสามคนก็มาสมทบ ทั้งสิบตกลงออกไปพักในชนบทพร้อมคนรับใช้ พวกเขาจัดเวลาสำหรับอาหาร การเดินเล่น และการเล่านิทาน คนกลุ่มนี้เป็นตัวละครในหนังสือ ไม่ใช่รายชื่อผู้หนีโรคที่ยืนยันได้จากเอกสาร (บอกกัชโช, เดคาเมรอน วันที่หนึ่ง บทนำ)
การเล่าเรื่องดำเนินไปสิบวัน รวมเป็นนิทานหนึ่งร้อยเรื่อง มีทั้งความรัก การหลอกลวง ความฉลาดและความผิดพลาด ระหว่างเรื่องหนึ่งกับอีกเรื่องหนึ่ง ตัวละครยังนั่งอยู่ด้วยกัน ฟังกันและหัวเราะได้ บอกกัชโชวางวงสนทนานี้ไว้หลังบทนำที่เต็มไปด้วยบ้านร้างและคนป่วย (บอกกัชโช, เดคาเมรอน บทนำและกรอบเรื่อง)
VIห้าปีที่ผู้คนหายไป
ฟลอเรนซ์เป็นเพียงเมืองหนึ่งในพื้นที่ระบาด ช่วง ค.ศ. 1347–1351 โรคแพร่ผ่านยุโรปอย่างกว้างขวาง ไปถึงฝรั่งเศส อังกฤษ และดินแดนทางเหนือ เมืองต่าง ๆ ไม่ได้เผชิญมันพร้อมกัน ขณะที่แห่งหนึ่งเริ่มมีผู้ป่วย อีกแห่งอาจกำลังฝังผู้ตายจำนวนมาก และบางแห่งก็ผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว
นักวิจัยประเมินว่าชาวยุโรปเสียชีวิตราว 30–50 เปอร์เซ็นต์ ในการระบาดครั้งนี้ ตัวเลขนั้นเป็นค่าประมาณของทั้งทวีป ไม่ใช่สัดส่วนที่เท่ากันทุกเมือง หลักฐานประชากรในยุคนั้นไม่ครบ และแต่ละพื้นที่สูญเสียมากน้อยต่างกันมาก
เมื่อผ่านปี 1351 ผู้รอดชีวิตก็ไม่ได้อยู่ในโลกที่กาฬโรคหมดไป โรคกลับมาระบาดอีกหลายครั้งในศตวรรษต่อมา สำหรับคนที่ผ่านการระบาดระลอกแรกมาได้ บ้าน ถนน และที่ดินอาจยังอยู่ที่เดิม แต่คนที่เคยอยู่ร่วมกันจำนวนมากไม่ได้กลับมา
VIIจริงแค่ไหน
หลายร้อยปีต่อมา นักวิจัยศึกษาดีเอ็นเอจากฟันของผู้เสียชีวิตในสุสานอีสต์สมิทฟีลด์ที่ลอนดอน ซึ่งใช้ฝังเหยื่อการระบาดใน ค.ศ. 1348–1349 งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2011 ประกอบจีโนมของแบคทีเรีย Yersinia pestis จากหลักฐานเหล่านี้ได้ หลักฐานดีเอ็นเอโบราณจึงยืนยันว่าเชื้อกาฬโรคอยู่เบื้องหลังความตายครั้งนั้น ไม่ได้อาศัยเพียงการเทียบอาการจากคำบรรยายเก่า
สิ่งที่ยังไม่ชัดทั้งหมดคือรายละเอียดการแพร่เชื้อในแต่ละพื้นที่ และบทบาทของเหตุการณ์เฉพาะอย่างการล้อมคัฟฟา ส่วน เดคาเมรอน เป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าในฐานะคำบอกเล่าร่วมสมัย แต่ไม่ใช่ทะเบียนผู้ตาย ตัวเลขและภาพที่บอกกัชโชเลือกใช้จึงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง หลักฐานในห้องทดลองบอกชื่อเชื้อ ส่วนหน้าหนังสือของเขาเก็บภาพคนที่ปิดประตูบ้าน คนที่เดินถือดอกไม้ และคนป่วยที่รอให้ใครสักคนเข้ามาดูแลไว้
ต้นฉบับอ่านเองได้
- มิเคเล ดา ปีอัซซา, Cronaca บทที่ 27 ว่าด้วยโรคระบาดในซิซิลี (ฉบับ Antonino Giuffrida, 1980; ข้อความในฐานข้อมูล EpiMedDat)
- กาเบรียเล เด มุสซี, Historia de morbo sive mortalitate quae fuit anno Domini MCCCXLVIII ตอนคัฟฟาและการเดินทางทางเรือ (คำแปลใน Rosemary Horrox, The Black Death, 1994, หน้า 16–20)
- จิโอวานนี บอกกัชโช, The Decameron วันที่หนึ่ง บทนำ และกรอบเรื่อง (คำแปลอังกฤษ John Payne, 1886; Project Gutenberg หมายเลข 23700)
- หลักฐานสมัยใหม่: Kirsten I. Bos และคณะ, A draft genome of Yersinia pestis from victims of the Black Death, Nature 478 (2011), หน้า 506–510
- การศึกษารายงานคัฟฟา: Mark Wheelis, Biological Warfare at the 1346 Siege of Caffa, Emerging Infectious Diseases 8 (2002), หน้า 971–975
- การศึกษาความแตกต่างระหว่างพื้นที่: Adam Izdebski และคณะ, Palaeoecological data indicates land-use changes across Europe linked to spatial heterogeneity in mortality during the Black Death pandemic, Nature Ecology & Evolution 6 (2022), หน้า 297–306