Attila the Hun · AD 434–453

อัตติลา ผู้เป็นแส้ของพระเจ้า

จากผู้นำชนเผ่าหลังม้าสู่การเขย่าบัลลังก์โรม และปริศนาคืนวิวาห์สุดท้ายของจอมทัพฮั่น

มีหลักฐานเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 8 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง อัตติลา ผู้เป็นแส้ของพระเจ้า
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรียบเรียงจากบันทึกของพริสคัสแห่งพานิออน และพงศาวดาร เกติกา ของยอร์ดานิส การศึกและชีวิตของอัตติลามีหลักฐานชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์พบว่าฉายาและเรื่องเล่าปาฏิหาริย์หลายเรื่องถูกแต่งเติมขึ้นในยุคหลัง

Iสองพี่น้องแห่งทุ่งหญ้าสเตปป์

ปลายคริสต์ศตวรรษที่สี่ กองทัพม้าชาวฮั่นรุกจากทุ่งหญ้าสเตปป์เข้าสู่ยุโรป การยิงธนูบนหลังม้าที่แม่นยำบีบให้ชนเผ่าต่าง ๆ หนีข้ามแม่น้ำดานูบเข้าสู่เขตโรมัน จนเกิดคลื่นผู้อพยพที่สั่นคลอนจักรวรรดิอย่างหนัก

ในปี ค.ศ. 434 เมื่อกษัตริย์รูอาเสียชีวิต เบลดาและอัตติลาผู้เป็นหลานชายได้ขึ้นครองอำนาจร่วมกัน ในปี ค.ศ. 435 ทั้งสองขี่ม้าไปเจรจากับทูตโรมันตะวันออกนอกเมืองมาร์กุส โดยนั่งเจรจาบนหลังม้าไม่ยอมลงสู่พื้นดิน และบีบให้คอนสแตนติโนเปิลยอมจ่ายทองคำบรรณาการปีละ 700 ปอนด์ (พริสคัส, ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ 1)

การครองอำนาจคู่สิ้นสุดลงราว ค.ศ. 445 เมื่อเบลดาเสียชีวิต พรอสเพอร์ ผู้บันทึกเหตุการณ์ร่วมสมัย และยอร์ดานิสในยุคหลัง ระบุว่าอัตติลาเป็นผู้วางแผนสังหารพี่ชายเพื่อรวบอำนาจไว้คนเดียว ทำให้เขาก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของพวกฮั่น (ยอร์ดานิส, เกติกา 35)

IIในค่ายไม้ของจอมทัพ

ในปี ค.ศ. 449 จักรวรรดิโรมันตะวันออกส่งคณะทูตไปยังทุ่งฮังการี ในคณะทูตมีพริสคัสแห่งพานิออนร่วมเดินทางไปด้วย บันทึกของเขาเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่บรรยายอัตติลาจากสายตาของผู้ได้พบตัวจริง

พริสคัสเล่าว่า ค่ายใหญ่ของพวกฮั่นเป็นหมู่บ้านไม้กว้างใหญ่ที่ล้อมด้วยรั้วไม้ ในงานเลี้ยงต้อนรับ ขุนนางฮั่นและทูตโรมันกินอาหารบนจานเงิน ดื่มเหล้าองุ่นจากถ้วยทองคำ มีเสียงดนตรีสดุดีชัยชนะ และมีตัวตลกออกมาสร้างเสียงหัวเราะอย่างครึกครื้น

ทว่าอัตติลานั่งสงบบนตั่งไม้ สวมเสื้อผ้าเรียบสะอาด ปราศจากทองคำและอัญมณี ดาบและรองเท้าไร้เครื่องประดับ เขากินเพียงเนื้อต้มบนถาดไม้ และดื่มเหล้าจากถ้วยไม้ใบเล็ก พริสคัสบรรยายว่าอัตติลารูปร่างเตี้ย อกผาย ศีรษะโต ตาเล็ก จมูกแบน เคราสีดอกเลาบาง ๆ เปี่ยมด้วยอำนาจและความเยือกเย็น (พริสคัส, ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ 8; ยอร์ดานิส, เกติกา 35)

IIIแหวนหมั้นของเจ้าหญิงโฮโนเรีย

ในปี ค.ศ. 450 ชนวนสงครามปะทุขึ้นเมื่อเจ้าหญิงยุสตินา กราตา โฮโนเรีย พี่สาวของจักรพรรดิวาเลนทิเนียนที่ 3 แห่งโรมตะวันตก ถูกกักบริเวณและถูกบังคับให้หมั้นกับสมาชิกวุฒิสภาผู้หนึ่ง โฮโนเรียจึงแอบส่งขันทีนำแหวนประจำตัวไปขอให้อัตติลาช่วยเหลือ

อัตติลาฉวยโอกาสนี้ตีความว่าแหวนคือคำขอแต่งงาน เขาประกาศตนเป็นคู่หมั้นและเรียกร้องดินแดนกึ่งหนึ่งของโรมตะวันตกเป็นสินสมรส เมื่อวาเลนทิเนียนที่ 3 ปฏิเสธ อัตติลาจึงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างระดมกองทัพผสม ทั้งนักรบฮั่น ชาวออสโทรโกธ และชาวเกปิด เคลื่อนพลข้ามแม่น้ำไรน์บุกเข้าสู่กอลทันที (ยอร์ดานิส, เกติกา 42; พริสคัส, ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ 15)

IVมหาศึกทุ่งคาตาโลเนียน

ฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 451 อัตติลายกทัพบุกตอนเหนือของกอลและปิดล้อมเมืองออร์เลอ็อง ฟลาวิอุส เอทิอุส แม่ทัพใหญ่โรมันผู้รู้ทางพวกฮั่นดี รู้ว่ากำลังตนไม่พอ จึงจับมือกับพระเจ้าธีโอโดริกที่ 1 แห่งวิซิกอธ

สองฝ่ายปะทะกันที่ทุ่งคาตาโลเนียน ราวเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม ค.ศ. 451 การรบนองเลือดจนค่ำ แม้ธีโอโดริกจะเสียชีวิตในสนามรบ แต่ฝ่ายโรมันและวิซิกอธยึดเนินเขาไว้ได้ บีบให้พวกฮั่นต้องถอยไปตั้งรับหลังแนวเกวียน อัตติลาถึงกับสั่งนำอานม้ามากองรวมกัน เตรียมจุดไฟเผาตัวเองทั้งเป็นหากค่ายแตก (ยอร์ดานิส, เกติกา 40)

ทว่าเอทิอุสไม่ยอมบุกซ้ำ เพราะเกรงว่าหากพวกฮั่นสิ้นซาก วิซิกอธจะแกร่งเกินไป เขาแนะให้ธอริสมุนด์ โอรสของธีโอโดริก รีบกลับไปชิงบัลลังก์ที่ตูลูส เมื่อวิซิกอธถอนตัว อัตติลาจึงถอยทัพข้ามแม่น้ำไรน์กลับไปได้ การบุกกอลจึงยุติลง

Vบุกอิตาลีและการพบกับพระสันตะปาปา

ในปี ค.ศ. 452 อัตติลายกทัพข้ามเทือกเขาแอลป์เข้าสู่อิตาลี กองทัพฮั่นทำลายเมืองอะควิเลเอียจนราบคาบ ตามตำนานที่เล่ากันต่อมา ผู้รอดชีวิตหนีไปอยู่ตามหนองน้ำชายฝั่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองเวนิส จากนั้นพวกฮั่นก็เข้ายึดปาดัว เวโรนา และมิลาน

เมื่อโรมันไร้ทหารจะต้านทาน ราชสำนักจึงส่งคณะผู้แทนนำโดยพระสันตะปาปาลีโอที่ 1 ไปเจรจากับอัตติลาที่ริมแม่น้ำมินโช หลังการพบกัน อัตติลายอมถอนทัพออกจากอิตาลีโดยไม่บุกโรม ต่อมาฝ่ายคริสตจักรยกย่องว่านี่คือปาฏิหาริย์ที่บารมีของพระสันตะปาปาขับไล่ข้าศึกได้

แต่นักประวัติศาสตร์ชี้ว่า การถอยทัพเกิดจากปัญหาเสบียงและยุทธศาสตร์ เวลานั้นอิตาลีตอนเหนือเผชิญภัยแล้งและโรคระบาดในค่ายทหารจนไพร่พลล้มตายมาก ขณะเดียวกัน จักรพรรดิมาร์เชียนแห่งโรมันตะวันออกส่งทัพข้ามแม่น้ำดานูบเข้าตีแดนหลังของพวกฮั่น เมื่อเสบียงหมดและแนวหลังถูกคุกคาม อัตติลาจึงสั่งถอนทัพกลับ (พรอสเพอร์, พงศาวดารสากล 1367; ยอร์ดานิส, เกติกา 42)

VIคืนวิวาห์และหลอดลมที่อุดตัน

ต้นปี ค.ศ. 453 อัตติลากลับมายังค่ายใหญ่ริมแม่น้ำดานูบ ก่อนยกทัพทำศึกกับโรมันตะวันออก เขาจัดพิธีแต่งงานกับหญิงสาวชาวเจอร์แมนิกรูปงามชื่ออิลดิโค ในงานเลี้ยง อัตติลาดื่มสุราอย่างหนักก่อนกลับเข้าห้องนอนในยามดึก

รุ่งเช้าจนถึงเที่ยงวัน ประตูห้องยังปิดสนิท ทหารยามจึงพังประตูเข้าไป สิ่งที่พบคืออัตติลานอนเสียชีวิตบนเตียงในกองเลือดโดยไร้บาดแผลภายนอก ส่วนอิลดิโคนั่งร้องไห้อยู่มุมห้อง ยอร์ดานิสบันทึกตามที่พริสคัสเล่าว่า อัตติลาเลือดกำเดาไหลรุนแรงขณะหลับลึกด้วยความเมา เลือดไหลย้อนไปอุดหลอดลมจนสำลักเลือดขาดใจตาย (ยอร์ดานิส, เกติกา 49)

นักรบฮั่นตัดผมและใช้มีดกรีดแก้มตนเองเพื่อไว้อาลัยด้วยเลือด ร่างของเขาถูกบรรจุในโลงทองคำ เงิน และเหล็ก นำไปฝังในที่ลับยามค่ำคืน และทาสที่ขุดหลุมศพถูกสังหารทั้งหมด เมื่อสิ้นอัตติลา บรรดาโอรสก็แย่งชิงอำนาจกันเอง จนชนเผ่าบริวารรวมตัวเอาชนะพวกฮั่นได้ในยุทธการที่แม่น้ำเนเดาปี ค.ศ. 454 จักรวรรดิฮั่นจึงแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว (ยอร์ดานิส, เกติกา 50)

VIIจริงแค่ไหนและฉายาที่มาทีหลัง ยังถกเถียง

ฉายา "แส้ของพระเจ้า" (Flagellum Dei) ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของอัตติลาเลย เอกสารร่วมสมัยในคริสต์ศตวรรษที่ห้าไม่มีการเรียกเขาเช่นนี้ ฉายานี้ปรากฏในงานเขียนคริสเตียนยุคหลัง ซึ่งมองว่าการรุกรานของพวกฮั่นคือการลงทัณฑ์ที่พระเจ้าส่งมาลงโทษชาวโรมัน

เรื่องการพบกันระหว่างพระสันตะปาปาลีโอกับอัตติลาที่ริมแม่น้ำมินโชก็เช่นกัน ภาพผู้นำศาสนาที่ใช้บารมีขับไล่ข้าศึกเป็นเรื่องเล่าแต่งเติมในยุคหลัง แม้การพบกันจะเป็นเรื่องจริง แต่นักประวัติศาสตร์สรุปว่า อัตติลาถอยทัพเพราะความอดอยาก โรคระบาด และการถูกโรมันตะวันออกโจมตีตลบหลัง ไม่ใช่เพราะอำนาจศักดิ์สิทธิ์

ส่วนการตายของอัตติลา แม้จะมีข่าวลือในภายหลังว่าถูกวางยาพิษ ยังถกเถียง แต่นักประวัติศาสตร์การแพทย์เห็นว่า คำอธิบายของพริสคัสเป็นไปได้มากที่สุด การดื่มสุราอย่างหนักร่วมกับเส้นเลือดแตกทำให้สำลักเลือดจนขาดใจตาย จอมทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยจึงจบชีวิตลงอย่างกะทันหันในคืนแต่งงานของตนเอง

ต้นฉบับอ่านเองได้