Kalinga · c. 261 BC

พระเจ้าอโศกหลังสงครามกลิงคะ

ชัยชนะ ความสูญเสีย และพระราชประกาศที่กลับมาอ่านได้จากรอยจารึกบนหิน

มีหลักฐานเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 8 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง พระเจ้าอโศกหลังสงครามกลิงคะ
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรื่องนี้อาศัยจารึกที่พระเจ้าอโศกโปรดให้ทำขึ้น โดยเฉพาะศิลาจารึกฉบับที่ 13 ซึ่งกล่าวถึงสงครามกลิงคะโดยตรง หลักฐานเป็นประกาศของฝ่ายกษัตริย์ผู้ชนะ ไม่ใช่บันทึกจากชาวกลิงคะ

Iชัยชนะที่ถูกจารึกไว้

ราว 261 ปีก่อน ค.ศ. กองทัพพระเจ้าอโศกแห่งราชวงศ์เมารยะเข้าพิชิตกลิงคะ ดินแดนริมฝั่งตะวันออกของอนุทวีปอินเดีย บริเวณรัฐโอฑิศาในปัจจุบัน จารึกของพระองค์นับเหตุการณ์นี้ว่าเกิดขึ้นเมื่อผ่านการอภิเษกมาแล้วแปดปี แต่ไม่ได้บอกชื่อแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้แจกแจงแนวรบ หรือเล่าว่าทหารบุกเมืองกันอย่างไร (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

พระเจ้าอโศกเป็นกษัตริย์องค์ที่สามของราชวงศ์เมารยะ และเป็นพระนัดดาของจันทรคุปต์ ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิ นักประวัติศาสตร์จัดรัชกาลของพระองค์ไว้ในศตวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ. เมื่อถึงสงครามกลิงคะ ราชวงศ์นี้ปกครองพื้นที่กว้างใหญ่ของอนุทวีปอยู่แล้ว กลิงคะจึงเป็นดินแดนอีกแห่งที่ถูกดึงเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิ

IIคนที่หายไปจากกลิงคะ

ตามตัวเลขในจารึก ผู้คนหนึ่งแสนห้าหมื่นคนถูกกวาดต้อนออกไป หนึ่งแสนคนถูกฆ่า และมีผู้ตายอีกมากกว่านั้นหลายเท่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ราชสำนักประกาศ ไม่ใช่ยอดที่นักประวัติศาสตร์ตรวจนับยืนยันได้จากรายชื่อผู้เสียชีวิต จารึกเองก็ไม่ได้แยกให้เห็นชัดว่าคนที่ตายแต่ละกลุ่มเป็นทหารหรือพลเรือนเท่าไร (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

จากจำนวนคน ข้อความค่อย ๆ เปลี่ยนไปพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทั้งพราหมณ์ นักบวช และชาวบ้านที่มีพ่อแม่ ญาติ เพื่อน คนรับใช้ และผู้ร่วมงาน เมื่อมีใครถูกฆ่าหรือถูกนำตัวไป คนที่ยังอยู่ก็ต้องพลัดพราก แม้ไม่ได้รับอันตรายกับตัวเอง ก็ยังได้รับความทุกข์จากสิ่งที่เกิดกับคนใกล้ชิด (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

จารึกกล่าวว่าพระเจ้าอโศกทรงเสียพระทัยต่อการพิชิตกลิงคะ และแม้ความสูญเสียจะเหลือเพียงส่วนเล็กน้อยของที่เกิดขึ้น ก็ยังทำให้พระองค์ทรงทุกข์พระทัยได้ แต่ไม่ได้บอกว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นวันไหน หรือระหว่างเหตุการณ์ใด ไม่มีบทสนทนาข้างสนามรบให้ตามอ่าน มีเพียงถ้อยแถลงหลังการพิชิตที่ถูกสลักลงบนหิน (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

IIIคำสั่งหลังสงคราม

ในประกาศฉบับเดียวกัน พระเจ้าอโศกทรงยกการชนะด้วยธรรมขึ้นเป็นชัยชนะที่พระองค์ให้ความสำคัญ และกล่าวถึงลูกหลานในอนาคตว่าไม่ควรมุ่งยึดดินแดนใหม่ หากยังเกิดการพิชิตขึ้น ก็ให้ใช้ความอดกลั้นและลงโทษแต่น้อย ข้อความนี้เป็นความประสงค์ที่พระองค์ประกาศไว้ ไม่ใช่หลักฐานว่าผู้สืบราชบัลลังก์ทุกองค์ทำตาม (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

ถึงอย่างนั้น พระเจ้าอโศกก็ยังเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจลงโทษ จารึกเตือนกลุ่มคนที่อาศัยในป่าว่า แม้พระองค์จะทรงเสียพระทัย แต่ยังทรงมีอำนาจที่จะลงโทษพวกเขาได้ คำประกาศเรื่องความเมตตากับคำเตือนถึงกำลังของกษัตริย์จึงอยู่ในข้อความฉบับเดียวกัน (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

ส่วนคำสั่งถึงเจ้าหน้าที่ในกลิงคะให้รายละเอียดอีกด้านหนึ่ง พระองค์ทรงกล่าวถึงราษฎรเสมือนบุตร และกำชับเจ้าหน้าที่ไม่ให้คุมขังหรือทำร้ายผู้คนโดยไม่มีเหตุอันสมควร มีคำสั่งให้อ่านประกาศเป็นระยะด้วย ข้อความบนหินจึงไม่ได้มีไว้ให้คนเดินผ่านมองเท่านั้น แต่ยังต้องถูกนำไปอ่านให้ผู้รับคำสั่งฟัง (ศิลาจารึกกลิงคะแยกฉบับที่ 1)

IVเรื่องที่ส่งไปถึงกษัตริย์

หลังสงคราม ภาพของพระเจ้าอโศกที่ปรากฏในจารึกไม่ได้มีแต่เรื่องกลิงคะ ประกาศอีกฉบับระบุให้ผู้รายงานนำเรื่องของราษฎรเข้าถึงพระองค์ได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะกำลังเสวย อยู่ในห้องบรรทม อยู่บนพาหนะ หรืออยู่ในสวน เรื่องที่ต้องตัดสินไม่จำเป็นต้องรอให้กษัตริย์เสด็จกลับมาประทับในที่ประชุมก่อน (ศิลาจารึกฉบับที่ 6)

จารึกยังกล่าวถึงการจัดหาการรักษาสำหรับคนและสัตว์ การนำพืชที่ใช้เป็นยามาปลูกในที่ซึ่งยังไม่มี ตลอดจนการขุดบ่อและปลูกต้นไม้ริมทาง ทั้งหมดนี้เป็นงานที่พระองค์ทรงประกาศว่าได้จัดให้มีขึ้น หลักฐานไม่ได้บอกจำนวนคนที่ได้รับการรักษา หรือบันทึกผลการทำงานของทุกพื้นที่ไว้ให้ตรวจสอบ (ศิลาจารึกฉบับที่ 2)

Vหินที่รับพระราชประกาศ

นักโบราณคดีพบจารึกของพระเจ้าอโศกทั้งบนผิวหินธรรมชาติและบนเสาหิน กระจายอยู่ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นหลายประเทศในเอเชียใต้ เสาที่หลงเหลืออยู่บางแห่งยังเห็นผิวขัดเรียบ และมีส่วนยอดเป็นรูปสัตว์ เช่น สิงห์หรือโค ตัวเสากับยอดเสาเป็นงานหินที่ประกอบเข้าด้วยกัน ร่องตัวอักษรบนเสาเป็นหลักฐานอีกชุดหนึ่งต่างจากจารึกบนโขดหิน

เนื้อหาไม่ได้เหมือนกันทุกแห่ง พระเจ้าอโศกทรงอธิบายไว้เองว่าประกาศมีทั้งแบบสั้น แบบปานกลาง และแบบยาว เพราะดินแดนของพระองค์กว้างใหญ่ บางข้อความจึงไม่ได้ปรากฏอยู่ทุกที่ และบางเรื่องก็ถูกกล่าวซ้ำ นักอ่านจารึกจึงต้องเทียบหลักฐานจากหลายแห่งจึงจะเห็นข้อความได้ครบขึ้น (ศิลาจารึกฉบับที่ 14)

จารึกบนเสายังแสดงว่าพระราชอำนาจในการลงโทษไม่ได้หายไป ประกาศบนเสาฉบับหนึ่งกล่าวถึงการผ่อนเวลาให้ผู้ต้องโทษประหารสามวัน เปิดโอกาสให้ญาติยื่นขอชีวิต หรือให้ผู้ต้องโทษเตรียมตัวทางศาสนาได้ ข้อความนี้ทำให้เห็นว่ายังมีโทษประหารอยู่ในระบบการปกครองของพระองค์ (จารึกเสาฉบับที่ 4)

VIเมื่อตัวอักษรถูกอ่านออกอีกครั้ง

เวลาผ่านไป ราชวงศ์เมารยะสิ้นอำนาจ แต่หินบางก้อนกับเสาบางต้นยังอยู่ ชื่อพระเจ้าอโศกถูกเล่าต่อในวรรณกรรมพุทธศาสนา ขณะที่ความสามารถในการอ่านอักษรโบราณบนจารึกขาดช่วงไป ผู้คนในยุคหลังยังมองเห็นตัวอักษรได้ แต่ไม่อาจอ่านประกาศเหล่านั้นได้เหมือนคนในสมัยที่สร้างขึ้น

ใน ค.ศ. 1837 เจมส์ ปรินเซป นักวิชาการชาวอังกฤษ ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการถอดอักษรพราหมี งานของเขาอาศัยการเปรียบเทียบตัวอักษรจากหลักฐานหลายชิ้น เมื่ออ่านรูปอักษรที่ซ้ำกันได้ ข้อความบนเสาและศิลาก็เริ่มกลับมาเป็นถ้อยคำที่เข้าใจได้อีกครั้ง

จารึกจำนวนมากเรียกกษัตริย์ด้วยพระนามปิยทัสสีและคำยกย่องว่าเป็นที่รักแห่งทวยเทพ นักวิชาการจึงต้องเทียบจารึกกับหลักฐานอื่นเพื่อเชื่อมพระนามเหล่านี้เข้ากับพระเจ้าอโศก

VIIจริงแค่ไหน

สงครามกลิงคะมีหลักฐานร่วมสมัยจากฝ่ายพระเจ้าอโศกโดยตรง แต่จารึกไม่ได้ให้ภาพการรบทั้งหมด ปีราว 261 ก่อน ค.ศ. เป็นการเทียบลำดับเวลาที่นักประวัติศาสตร์ใช้ ส่วนหลักที่ข้อความระบุเองคือเวลาหลังการอภิเษกแปดปี ตัวเลขผู้ตายและผู้ถูกกวาดต้อนจึงต้องอ่านในฐานะตัวเลขจากประกาศของราชสำนัก (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

จารึกยืนยันได้ว่าพระองค์ทรงประกาศความเสียพระทัย และทรงอธิบายการปกครองด้วยภาษาของธรรม แต่ไม่ได้ยืนยันฉากการเปลี่ยนพระทัยในชั่วขณะเดียว หรือบอกว่าทรงเริ่มนับถือพุทธศาสนาทันทีที่สงครามจบลง รายละเอียดเช่นนั้นไม่ปรากฏในศิลาจารึกฉบับที่เล่าเรื่องกลิงคะ (ศิลาจารึกฉบับที่ 13)

ต้นฉบับอ่านเองได้