Iปราสาทกลางคูน้ำ
ใจกลางที่ราบเสียมราฐ นครวัดตระหง่านขึ้นด้วยโครงสร้างหินทรายและศิลาแลงขนาดยักษ์ คูน้ำกว้างถึง 190 เมตรทอดตัวล้อมรอบปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเส้นรอบวงยาวกว่า 5 กิโลเมตร ในคติจักรวาลวิทยาพราหมณ์ฮินดู คูน้ำนี้คือตัวแทนของมหาสมุทรแห่งจักรวาลที่โอบล้อมเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของโลกและที่สถิตของทวยเทพ
เมื่อก้าวข้ามสะพานหินทรายและซุ้มประตูกำแพงชั้นนอก จะพบปราสาทประธานยกพื้นสูงสามชั้น ยอดปรางค์ห้ายอดบนชั้นสูงสุดมีรูปทรงคล้ายดอกบัวตูม ยอดปรางค์กลางสูงเด่นกว่า 65 เมตรจากพื้นดิน มหาปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ. 1113 ถึงราว ค.ศ. 1150 หินทรายนับล้านก้อนถูกสกัดจากเทือกเขาพนมกุเลน ลำเลียงตามลำน้ำมาประกอบขึ้นอย่างแนบสนิทโดยไม่ใช้ปูนสมาน
IIเทวาลัยของพระวิษณุ
กษัตริย์เขมรโบราณส่วนใหญ่ก่อนหน้านั้นมักนับถือไศวนิกาย และสร้างปราสาทประจำรัชกาลถวายแด่พระศิวะ โดยประดิษฐานศิวลึงค์ไว้ในห้องครรภคฤห์ใจกลางปราสาท แต่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป พระองค์ทรงนับถือไวษณพนิกาย และทรงอุทิศนครวัดถวายแด่พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ผู้คุ้มครองโลก
ใจกลางปราสาทแต่เดิมจึงประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุ ตามคติเทวราชา กษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนหรืออวตารของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ ความผูกพันนี้ยืนยันด้วยพระนามหลังสวรรคตของพระองค์ว่า บรมวิษณุโลก ซึ่งแปลว่าผู้เสด็จสู่ดินแดนของพระวิษณุ นครวัดจึงเป็นศูนย์กลางอำนาจและสะพานเชื่อมระหว่างองค์ราชากับพระผู้เป็นเจ้า
IIIปริศนาทิศตะวันตก
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจที่สุดคือทิศทางของปราสาท ปราสาทขอมโบราณเกือบทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อรับแสงแรกของดวงอาทิตย์ อันเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและทวยเทพ แต่นครวัดกลับหันหน้าไปทางทิศตะวันตก สะพานข้ามคูน้ำ ลานกว้าง และซุ้มประตูใหญ่ล้วนเปิดรับผู้คนจากทิศนี้
ในคติพราหมณ์ฮินดู ทิศตะวันตกคือทิศของพระอาทิตย์อัสดง ความมืด และเป็นทิศประจำของพญายม เทพแห่งความตาย พิธีกรรมปลงศพมักกระทำโดยหันไปทางทิศนี้ ในทศวรรษ 1930 นักวิชาการชาวฝรั่งเศสอย่าง ฌอง ปริซีลุสกี้ และ ยอร์ช เซเดส์ จึงเสนอทฤษฎีว่า นครวัดอาจถูกสร้างเป็น ปราสาทสุสาน เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และให้ดวงพระวิญญาณหลอมรวมกับพระวิษณุหลังสวรรคต
IVภาพสลักทวนเข็มนาฬิกา
ข้อสนับสนุนทฤษฎีสุสานปรากฏบนผนังระเบียงคดชั้นนอกยาวกว่า 600 เมตร ตามปกติผู้แสวงบุญในเทวาลัยฮินดูจะเดินเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา หรือประทักษิณ ทว่าลำดับภาพสลักที่นครวัดกลับจัดวางให้เดินเวียนซ้าย หรือทวนเข็มนาฬิกา ภาษาสันสกฤตเรียกว่า ปรสวยะ (prasavya) ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ใช้ในพิธีศพ
ภาพสลักอันวิจิตรเล่าเรื่องราวสำคัญ โดยเฉพาะฉาก การกวนเกษียรสมุทร เทวดาและอสูรจำนวนมากช่วยกันฉุดดึงพญานาควาสุกรีรอบเขามัณฑระเพื่อกวนน้ำอมฤต โดยมีพระวิษณุอวตารเป็นเต่ากูรมะรองรับฐานเขาอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้ยังมีภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงยืนบนหลังช้างศึกกั้นร่มสัปทนสิบห้าชั้น และภาพพญายมทรงกระบือกำลังตัดสินวิญญาณ ส่งคนดีสู่วิมานสวรรค์ 37 ชั้น และส่งคนบาปไปรับทัณฑ์ทรมานในนรก 32 ขุม
Vอีกมุมมองของนักวิชาการ
ทว่าทฤษฎีสุสานยังไม่อาจยุติข้อสงสัยได้ทั้งหมด นักวิชาการบางกลุ่มชี้ว่า ในคัมภีร์ฮินดูบางตำรา ทิศตะวันตกคือทิศมงคลประจำองค์พระวิษณุ การหันหน้าสู่ทิศตะวันตกจึงอาจเป็นการถวายเกียรติแด่เทพประธานของปราสาทโดยตรง
การศึกษาทางดาราศาสตร์โบราณคดีของ เอลินอร์ แมนนิกกา พบว่าผังของนครวัดสอดคล้องกับการโคจรของดวงอาทิตย์อย่างแม่นยำ ในวันวิษุวัตยามเช้า ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงยอดปรางค์ประธานพอดีเมื่อมองจากสะพานทางทิศตะวันตก ทั้งยังพบว่าสัดส่วนความยาวของระเบียงต่างๆ สัมพันธ์กับรอบยุคสมัยตามคติฮินดู คือ กฤดายุค ไตรดายุค ทวาปรยุค และกลียุค นครวัดจึงอาจเป็นปฏิทินดาราศาสตร์และแบบจำลองจักรวาล มากกว่าจะเป็นเพียงสุสานเก็บพระอัฐิ
VIกลายสภาพสู่อารามพุทธ
หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 การแกะสลักบางจุดยังคงค้างไว้ ต่อมาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงหันไปอุปถัมภ์พุทธศาสนามหายาน ครั้นถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 14 พุทธศาสนาเถรวาทได้กลายเป็นศาสนาหลักของชาวกัมพูชา นครวัดจึงค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นวัดพุทธ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทูตชาวจีนสมัยราชวงศ์หยวนบันทึกไว้ว่า ปราสาทหินแห่งนี้นอกกำแพงเมืองทิศใต้มีคนเรียกว่าสุสานของช่างลู่ปัน และเล่าลือกันว่าสร้างเสร็จในคืนเดียว (โจวต้ากวาน, บันทึกขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ)
ห้องครรภคฤห์ถูกดัดแปลงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ราชสำนักกัมพูชาในสมัยนั้นให้สลักภาพบนระเบียงที่ค้างอยู่ต่อจนเสร็จ ระเบียงคดชั้นกลางกลายเป็น เพรี๊ยะปวน หรือระเบียงพระพันองค์ ซึ่งเต็มไปด้วยพระพุทธรูปที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย ผู้แสวงบุญทั่วเอเชียเดินทางมาเยือนอย่างต่อเนื่อง ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาสักการะ ทิ้งจารึกไว้บนผนัง และมีแผนผังที่วาดโดยเชื่อว่าที่นี่คือเชตวันมหาวิหารในอินเดีย
VIIภาพลวงตาเรื่องเมืองสาบสูญ
ในทศวรรษ 1860 อองรี มูโอต์ นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส เดินทางมาถึงนครวัดและบันทึกความงามอันน่าทึ่ง จนหนังสือบันทึกการเดินทางที่ตีพิมพ์หลังการเสียชีวิตของเขาจุดประกายความสนใจไปทั่วยุโรป โลกตะวันตกสร้างภาพให้มูโอต์เป็นผู้ค้นพบเมืองโบราณที่สาบสูญและถูกป่ากลืนกิน
ทว่าในความเป็นจริง นครวัดไม่เคยถูกทิ้งร้างจนสาบสูญ พระสงฆ์ยังคงจำพรรษาและชาวบ้านยังคงเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาสืบเนื่องกันมาตลอดหลายร้อยปี ก่อนหน้ามูโอต์ บันทึกของบาทหลวง ชาร์ล-เอมิล บูยีโว ในปี ค.ศ. 1850 รวมถึงบันทึกของนักเดินทางชาวสเปนและโปรตุเกสในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็ยืนยันตรงกันว่านครวัดเป็นศาสนสถานที่มีชีวิตอยู่เสมอ
VIIIจริงแค่ไหน
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า นครวัดสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 12 เพื่อถวายแด่พระวิษณุ และได้รับการสืบทอดเป็นวัดพุทธโดยไม่เคยถูกทอดทิ้ง ส่วนข้อถกเถียงเรื่องทิศตะวันตกยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่มีข้อสรุปเด็ดขาด ยังถกเถียง ระหว่างทฤษฎีปราสาทสุสานของยอร์ช เซเดส์ กับทฤษฎีเทวาลัยดาราศาสตร์ของเอลินอร์ แมนนิกกา ขณะที่ตำนานเมืองสาบสูญถูกหักล้างอย่างสิ้นเชิง เพราะชาวกัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปไหนเลย
ต้นฉบับอ่านเองได้
- ยอร์ช เซเดส์, ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณ (The Indianized States of Southeast Asia, 1968) ผลงานคลาสสิกของนักวิชาการฝรั่งเศสที่อธิบายการเมือง วัฒนธรรม และการสร้างปราสาทในอาณาจักรเขมรโบราณ
- เอลินอร์ แมนนิกกา, นครวัด: กาลเวลา อวกาศ และความเป็นกษัตริย์ (Angkor Wat: Time, Space, and Kingship, 1996) งานวิจัยละเอียดที่เสนอการถอดรหัสความหมายทางดาราศาสตร์ สัดส่วนการก่อสร้าง และความเชื่อมโยงกับพระวิษณุ
- อองรี มูโอต์, บันทึกการเดินทางในสยาม กัมพูชา และลาว (Travels in the Central Parts of Indo-China, 1864) บันทึกการสำรวจของนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ทำให้โลกตะวันตกตื่นตัวกับความยิ่งใหญ่ของนครวัด
- โจวต้ากวาน, บันทึกขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ (A Record of Cambodia: The Land and Its People, แปลโดย Peter Harris, 2007) บันทึกของทูตชาวจีนสมัยราชวงศ์หยวนที่เดินทางมาเยือนเมืองพระนครในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13